หน้าแรก | แผนผังเว็บไซต์ | ติดต่อเรา
 


แผนที่โรงพยาบาล
Map Location
ติดตามนครธนผ่าน
Facebook
ติดตามนครธนผ่าน
YouTube
ติดตามนครธนผ่าน
Twitter
เว็บไซต์นครธน
QR code
 
“ไขมันพอกตับ”ภัยเงียบเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ

 

ความรุนแรงของภาวะไขมันพอกตับ นับว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบันซึ่งสัมพันธ์กับโรคหลายอย่างที่เรียกว่า กลุ่มอาการเมตาบอลิค หรือภาวะกลุ่มโรคเดียวกับ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ที่เรียกว่า กลุ่มโรคกินดีอยู่ดี โดยมีลักษณะอาการคล้ายกันในกลุ่มโรคเดียวกัน ซึ่งเกิดจากการที่เราบริโภคไขมัน น้ำตาล ของหวาน หรือบริโภคแป้งมากเกินไป พอร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะสะสมเป็นไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ พอถึงวันดีคืนดี ก็จะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ซึ่งสาเหตุแท้จริงก็ยังไม่ชัดเจนว่า สาเหตุใดที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับขึ้นมาได้ เพราะว่าผู้ที่เป็นไขมันพอกตับบางคน เช่น คนอ้วนที่ตรวจอัลตร้าซาวด์ตับ พบว่ามีไขมันพอกตับ แต่การตรวจวัดค่าตับ ยังมีค่าปกติอยู่ ก็มีการพบได้อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย ก็คือการดื่มสุรา ยาหรือสารพิษต่างๆ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา

 

อาการแสดงของไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ จะมีอาการแสดงเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีการอักเสบของตับ กับ กลุ่มที่มีค่าตับปกติ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ล้วนมีความเสี่ยงของตับอักเสบเรื้อรังได้แต่กลุ่มที่มีการอักเสบของตับจะมีโอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับได้ในระยะยาวสูงกว่ากลุ่มที่ตับไม่อักเสบซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังดูแลทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ว่าจะมีตับอักเสบ หรือไม่มีตับอักเสบ ถ้าทำอัลตร้าซาวด์แล้วพบว่า มีไขมันพอกตับแล้ว ควรต้องงดเรื่องการบริโภคของหวาน ของมันหรือแป้ง และจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งลดน้ำหนักด้วย

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีไขมันพอกตับ จะไม่ค่อยมีอาการอะไร จะทราบโดยบังเอิญเมื่อมาตรวจร่างกายเช็คสุขภาพบางรายอาจมีอาการปวดจุกแน่นใต้ชายโครงขวาได้บ้าง ในรายที่มีการอักเสบของตับร่วมด้วยก็อาจมีอาการอ่อนเพลียได้

 

ไขมันพอกตับ ต้องเฝ้าระวัง

โรคนี้หากไม่ได้มีอาการอักเสบของตับ ก็จะไม่มีอาการอะไรชัดเจน ถ้ามีอาการอักเสบของตับ ก็จะมีอาการจุก แน่น เสียดใต้ชายโครงขวา อ่อนเพลียได้ สมัยก่อนเราคิดว่าโรคนี้ ไม่ได้ทำให้เป็นอันตรายอะไรมาก แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลเยอะขึ้นพบว่าเป็นเหตุให้เกิดตับแข็ง และในระยะยาวพอมีอายุมากขึ้นมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับได้เหมือนกัน จึงมีความสำคัญในการต้องเฝ้าระวัง

วิธีดูแลตนเองที่ดีที่สุด คือ ปรับเรื่องพฤติกรรมการกิน ลดอาหารที่มีแป้งและของหวาน  ลดอาหารที่มีไขมันสูง และที่สำคัญคือเรื่องของการลดน้ำหนัก และการออกกำลังกาย

 

ควบคุมน้ำหนักดี มีผลดีต่อ ตับ

การที่เรามีน้ำหนักเยอะขึ้น แสดงว่าเราบริโภคอาหารพวกแป้ง ของหวานและพวกไขมันเยอะขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่บ่งชี้ได้ และ มีการศึกษาพบว่า หากเราลดน้ำหนักได้ การทำงานของตับก็จะทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะถ้าลดน้ำหนักลงได้มากกว่า 10%คนที่นั่งๆนอนๆ ทำงานออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ออกแรงอะไร คนกลุ่มนี้ก็จะอยู่ในความเสี่ยงที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าผู้บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดส์ ดังนั้นอาจต้องมีกิจกรรมให้ออกแรงเพิ่มมากขึ้น เช่น เดินขึ้นลงบันได โดยไม่ใช้ลิฟต์ ก็จะพอช่วยได้

ถ้ามีการคุมอาหาร การออกกำลังกายที่ดีพอก็จะทำให้ค่าตับลดลงได้ โดยเมื่อมีการติดตามอัลตร้าซาวด์ตับหรือทำไฟโบรสแกนครั้งต่อไป บางคนก็มีอาการดีขึ้นได้ เมื่อดีขึ้นแล้ว ก็จะต้องดูแลร่างกายโดยตลอด เพราะหากเผลอไปบริโภคเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็อาจทำให้เกิดอาการกลับมาได้อีกโดยในปัจจุบันยังไม่มียาตัวใด ที่เรียกว่า ได้ผลดีในการรักษาไขมันพอกตับ เท่ากับการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายและการลดน้ำหนัก

 

สนับสนุนข้อมูลโดย

นพ.สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์

อายุรแพทย์ โรคระบบทางเดินอาหาร

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน

 

 

 
หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | ร่วมงานกับเรา | ติดต่อเรา | แผนที่ | แผนผังเว็บไซต์
โรงพยาบาลนครธน Contact Center : 0-2450-9999
Copyright : 2010 Nakornthon Hospital. All rights Reseved.