หน้าแรก | แผนผังเว็บไซต์ | ติดต่อเรา
 


แผนที่โรงพยาบาล
Map Location
ติดตามนครธนผ่าน
Facebook
ติดตามนครธนผ่าน
YouTube
ติดตามนครธนผ่าน
Twitter
เว็บไซต์นครธน
QR code
 
ปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain)

 บทความโดย : นพ.นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์

แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ

             อาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) หมายถึง  อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังตึงหรือมีอาการหลังแข็ง ในตําแหน่งตั้งแต่หลังชายโครงไปถึงส่วนล่างของแก้มก้น  โดยบางกรณีจะมีอาการร่วมกับอาการปวดร้าวลงไปที่ขา  ซึ่งปัญหาสําคัญของอาการปวดหลังส่วนล่าง คือ อาการปวดและการไม่สามารถดําเนินชีวิตได้เหมือนปกติ

 

อาการปวดหลังสามารถแบ่งตามระยะเวลาได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. อาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน (Acute low back pain) คือ อาการปวดหลังที่มีอย่างต่อเนื่องน้อยกว่า 6 สัปดาห์

2. อาการปวดหลังกึ่งเฉียบพลัน (Subacute low back pain) คือ อาการปวดหลังที่มีอย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 เดือน

3. อาการปวดหลังเรื้อรัง (Chronic low back pain) คือ อาการปวดหลังที่มีอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน

 

สาเหตุ :  อาการปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคของหลังซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

-  โรคของเอ็นและกล้ามเนื้อหลัง

-  โรคความเสื่อมข้อติดกระดูกสันหลัง

-  โรคของหมอนรองกระดูก

-  โรคช่องกระดูกสันหลังตีบ

-  โรคเกี่ยวกับการผิดรูปของกระดูกสันหลัง

            -  โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อ

            -  โรคการอักเสบที่ไม่ใช่ติดเชื้อ

            -  โรคมะเร็งซึ่งรวมทั้งมะเร็งของกระดูกสันหลัง และ มะเร็งแพร่กระจาย มาที่กระดูกสันหลัง

            -  โรคที่เกิดจากอุบัติเหตุของกระดูกสันหลัง

            อย่างไรก็ดีอาการปวดหลังส่วนล่างอาจมีสาเหตุมาจากอวัยวะภายในซึ่งไม่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่น โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ ระบบทางเดินอาหารและระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุทางจิตใจ ดังนั้นจึงควรนึกถึงสาเหตุอื่นๆ ไว้ด้วยเสมอเพื่อเป็นการวินิจฉัยแบบแยกโรค

 

การวินิจฉัย (Diagnosis)

            อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นอาการที่มีสาเหตุหลากหลาย การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับการซักประวัติ ตรวจร่างกายและการส่งตรวจเพิ่มเติม โรคที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างแต่ละโรคจะมีลักษณะที่ต่างกัน

 

โรคที่พบได้บ่อยได้แก่

            1. โรคเอ็นกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน (acute back strain) เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งมักจะหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่ได้มาพบแพทย์ อาการที่พบจะปวดหลังแต่ไม่ร้าวไปที่ขา  สาเหตุเพราะกล้ามเนื้อหลังแข็งและเกร็งทำให้แนวแอ่นตัวของหลังหายไป  เมื่อกดกล้ามเนื้อรอบๆ กระดูกสันหลังจะรู้สึกเจ็บ ลักษณะอาการดังกล่าวอาจเกิดร่วมกับอาการของโรคอื่นๆที่มีลักษณะการเกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท , กระดูกแตกหักจากอุบัติเหตุ

            2. โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (lumbar disc herniation)  พบในผู้ป่วยอายุน้อยไม่เกิน 50 ปี มักเป็นแบบเฉียบพลัน ภายหลังการยกของหนักหรือหมุนตัวผิด ทำให้มีหมอนรองกระดูกแตกออกไปทับเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวลงไปที่ขา อาจตรวจพบอาการชาและอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาท L4, L5, S1 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบบ่อย

           3. โรคช่องบรรจุไขสันหลังตีบ (spinal stenosis) อาการปวดหลังและขาในผู้ป่วย จะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งใช้เวลาเป็นปี อาการปวดบริเวณหลังส่วนล่างและมีการร้าวไปที่ก้น ต้นขาและน่อง มีลักษณะเฉพาะ คือ มีอาการปวดหลังร้าวลงขาและมีอาการน่องชาหรือไม่มีแรง เมื่อมีการเดินไกลแต่เมื่อนั่งพักเพียงไม่กี่นาทีอาการก็จะดีขึ้นและสามารถเดินต่อไปได้อีก

 

 การตรวจทางรังสี (Radiographic Investigation) 

            ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับการตรวจภาพถ่ายทางรังสีทุกราย โดยเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเพิ่งมีอาการมาไม่นานและไม่รุนแรง  ซึ่งภาพถ่ายทางรังสีแต่ละชนิดจะให้ข้อมูลและประโยชน์กับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างต่างกันไป เช่น

            1. Plain radiograph การ x-ray ธรรมดา เป็นขั้นแรกที่ควรส่งตรวจเนื่องจากสะดวกและราคาถูก สามารถให้ข้อมูลได้พอสมควร โดยเฉพาะเกี่ยวกับโครงสร้างของกระดูกสันหลังที่มีลักษณะผิดรูปต่างๆ แต่ไม่สามารถดูความผิดปกติของหมอนรองกระดูก เส้นประสาทและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

            2. Myelography คือ การใช้เข็มแทงเข้าไปในโพรงไขสันหลังแล้วฉีดสารทึบรังสี จากนั้นจึงถ่ายภาพ x-ray       ในปัจจุบันมีการใช้น้อยลงเนื่องจากมี MRI เข้ามาแทนที่และสามารถดูได้ชัดเจนกว่า

            3. Computer Tomography (CT Scan) ภาพถ่ายทางรังสีด้วยวิธี CT Scan ใช้ดูโครงสร้างของกระดูกคล้ายกับการดู Plain film แต่มีความละเอียดกว่ามากและมีการตัดภาพของแต่ละส่วนในระนาบต่างๆ ทำให้เห็นพยาธิสภาพของกระดูกได้ชัดเจนนอกจากนี้ยังสามารถประมวลภาพในแต่ละระนาบทำให้เกิดเป็นรูปสามมิติซึ่งหมุนดูได้ทุกด้าน  อย่างไรก็ดีข้อเสียของ CT Scan คือการดูเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรวมถึงหมอนรองกระดูกจะมีความคมชัดน้อยกว่า MRI

            4. Magnetic Resonance Imaging (MRI) การถ่ายภาพกระดูกสันหลังด้วยการ x-ray คลื่นสนามแม่เหล็ก เป็นการส่งตรวจที่ให้ความละเอียดสูงสุดและสามารถให้มุมมองภายในของกระดูกสันหลังในทุกระนาบ สามารถดูได้ทั้งหมอนรองกระดูก,กล้ามเนื้อ, เส้นประสาท, กระดูก, น้ำไขสันหลัง รวมทั้งสามารถบอกพยาธิสภาพได้ เช่น มีการอักเสบ , หนอง , เลือด เป็นต้น         ดังนั้นการตรวจ MRI จึงเป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการค้นหาความผิดปกติและช่วยวินิจฉัยโรคที่อยู่บริเวณกระดูกสันหลัง

 

 การรักษาและการป้องกัน (Treatment and prevention)

            เนื่องจากสาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่างมีหลายสาเหตุซึ่งแต่ละโรคจะมีการรักษาที่เฉพาะของแต่ละโรค ในที่นี้จะกล่าวถึงการรักษาโดยรวม ในการดูแลผู้ป่วยปวดหลังและการส่งต่อ ซึ่งในการรักษาผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างมีจุดมุ่งหมายดังนี้

-  ลดอาการปวดของผู้ป่วย ให้สามารถขยับตัวได้เป็นปกติและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม

-  ป้องกันการเกิดซ้ำของโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากการใช้งานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

 

การรักษาเริ่มต้นด้วย

1. ให้ผู้ป่วยนอนพัก จากการศึกษาพบว่าการนอนพักเพียง 2-3 วัน จะให้ผลการรักษาดีกว่าการนอกพักยาว 1 สัปดาห์

2. เมื่อผู้ป่วยเริ่มดีขึ้นควรให้มีการขยับตัว ลุกนั่ง และยืน โดยหลีกเลี่ยงการก้มของหลัง โดยช่วงนี้อาจให้ผู้ป่วยใช้ผ้าคาดเอว

3. การให้ยาแก้ปวดผู้ป่วย เช่น ยา Paracetamol แม้จะออกฤทธิ์ได้สั้นและมีฤทธิ์น้อยแต่ก็สามารถใช้ได้ดีและปลอดภัย ยาต้านการอักเสบ non-steroidal , anti-inflammatory drugs (NSAIDs) สามารถลดอาการปวด  ลดอักเสบได้ดีมาก แต่ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงด้วย ซึ่งควรเลือกใช้ตามข้อบ่งชี้ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรค ,อายุของผู้ป่วย ,โรคประจำตัวของผู้ป่วย เป็นต้น

4. การส่งผู้ป่วยไปทำกายภาพบำบัด  สามารถลดอาการปวดเฉียบพลันซึ่งมีหัตถการทางกายภาพหลายอย่างในการลดปวด เช่น ultrasound , short wave , TENS , electro-acupuncture , traction , and manipulation เป็นต้น

5. การให้ความรู้กับผู้ป่วยเกี่ยวกับการเดินการยืน ท่าทางในการก้มลงยกของ ซึ่งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะสามารถป้องกันการเกิดซ้ำของอาการปวดหลัง  ร้อยละ 80-90 สามารถรักษาให้หายด้วยการรักษาแบบประคบประคอง ด้วยการทานยาและกายภาพบำบัดแต่ถ้ารักษาแบบประคับประคองไม่หาย อาจต้องกลับมารับการพิจารณาเพื่อรักษาโดยการผ่าตัดต่อไป

 

 


ปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain)

โรคพังผืดกดทับเส้นเอ็นข้อมือ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม

การผ่าตัดข้อเทียม (Arthroplasty)

การผ่าตัดกระดูกสันหลัง (Spinal Surgery)

การผ่าตัดกระดูกและข้อทางกล้องจุลทรรศน์ (Arthroscotic Surgery)


เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์กระดูกและข้อ ชั้น 1
โทร. 0-2450-9980 (เบอร์ตรง)
หรือ 0-2450-9999 ต่อ 1108, 1109

 

หน้าแรก | เกี่ยวกับเรา | ร่วมงานกับเรา | ติดต่อเรา | แผนที่ | แผนผังเว็บไซต์
โรงพยาบาลนครธน Contact Center : 0-2450-9999
Copyright : 2010 Nakornthon Hospital. All rights Reseved.