การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ อุบัติเหตุที่ป้องกันได้

ศูนย์ : ศูนย์กระดูกและข้อ

บทความโดย : นพ. นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์

การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ อุบัติเหตุที่ป้องกันได้

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ หรือมีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ 20 ในปี พ.ศ. 2564 และซึ่งในทุกปี มีผู้สูงอายุ 3 หรือมากกว่า 3 ล้านคนประสบเหตุพลัดตกหกล้ม ด้วยสาเหตุจากความเสื่อมของร่างกายตามกาลเวลา ดังนั้น เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการเกิดการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ


ปัจจัยที่ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังต่อไปนี้

1. ปัจจัยภายนอก (external factors) ซึ่งเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพรอบตัวของผู้สูงอายุเอง ดังเช่น

  • พื้นลื่น/พื้นที่ต่างระดับ/พื้นขรุขระ
  • มีสิ่งกีดขวางทางเดิน
  • การแต่งกายไม่เหมาะสม
  • รองเท้าไม่เหมาะสม
  • การทำภาระหน้าที่ประจำวัน
  • แสงสว่างและสีที่ไม่เหมาะสม

2. ปัจจัยภายใน (internal facters) ปัจจัยนี้เกี่ยวกับสภาพภายร่างกายของผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ความเสื่อมของร่างกายตามอายุย่อมมีผลต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้เช่นกัน คือ

ระบบกระดูก เนื่องจากผู้ที่มีอายุมากขึ้นไปตั้งแต่ 40 ปี จะพบว่าอัตราเสื่อมของกระดูกมีมากกว่าอัตราการสร้าง มีความหนาแน่นของกระดูกลดลง (Bone Mineral Density, BMD) และบางรายอาจจะมีความหนาแน่นของกระดูกลดลงจนถึงขั้นกระดูกพรุน (Osteoporosis) จึงส่งผลให้กระดูกของผู้สูงอายุเปราะและหักง่าย รวมถึงทำให้ความยาวของกระดูกลดลง ทำให้เกิดค่อม เอียง (หลังค่อมหรือเอียง) รูปร่างไม่สมส่วน กระดูกอ่อน ข้อต่างๆ บางลง น้ำไขข้อลดลง ทำให้มีการเสื่อม ของข้อ ข้อติดแข็ง เคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังที่กล่าวมาทั้งหมด ส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัวของผู้สูงอายุ และนำไปสู่การพลัดตกหกล้มได้ แต่ปัจจุบันได้มีการใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดมวลกระดูก DEXA scan เป็นการเอ็กซเรย์รูปแบบหนึ่ง (มีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น DXA scan, Bone mineral density test, BMD test, Bone density test) เป็นการตรวจและหาทางแก้การสูญเสียมวลกระดูก จะเป็นประโยชน์ในการรักษาและดูแลเพื่อลดโอกาสแตกหักของกระดูกได้

ระบบกล้ามเนื้อ ความแรงในการหดตัวของกล้ามเนื้อจะเริ่มลดลงที่อายุ 45 ปี และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงในช่วงอายุ 30-70 ปี ซึ่งจะส่งผลให้การเคลื่อนไหวช้าลง เกิดการสั่นของกล้ามเนื้อ ที่เป็นสาเหตุทำให้ผู้สูงอายุเสียสมดุลในการเคลื่อนไหว จึงทำให้พลัดตกหกล้มได้ง่าย

ระบบประสาทและประสาทสัมผัสร่างกายของมนุษย์ เซลล์สมอง และเซลล์ประสาทจะมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ หลังจากอายุ 25-75 ปี ทำให้ประสิทธิภาพของสมองและประสาทลดลง ความเร็วในการส่งสัญญาณจะลดลง ซึ่งนั่นจะทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง จนบางครั้งทำให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอาจทำงานไม่สัมพันธ์กัน โดยเฉพาะการทำงานของขาทั้งสองข้าง ถ้าทำงานไม่สัมพันธ์กัน ย่อมที่จะทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการทรงตัวและการเคลื่อนไหว จนทำให้เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย

ระบบการมองเห็น ในผู้สูงอายุประสิทธิภาพมองเห็นจะลดลง เนื่องจากลูกตาจะมีขนาดเล็กลงและลึก ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อลูกตาลดลง หนังตาตก รูม่านตาขนาดเล็กลง ปฏิกิริยาของม่านตาต่อแสงลดลง ทำให้การปรับตัวต่อการมองเห็นในที่มืดลดลง อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ระบบการได้ยิน ในผู้สูงอายุพบว่ามีอาการหูตึงพบได้มากถึง 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่มีอายุอยู่ในช่วง 65- 74 ปี เนื่องจากมีการเสื่อมของหูชั้นในร่วมกับเส้นประสาทคู่ที่ 8 (auditory nerve) ประกอบกับระบบเวสตริบูลา (vestribular) ลดลง ทำให้มีการฝ่อลีบของ cochlea ผู้สูงอายุจึงมักมีอาการเวียนศีรษะ (vertigo) ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย

ระบบหัวใจและหลอดเลือด ในผู้สูงอายุจะพบว่า กล้ามเนื้อหัวใจจะฝ่อลีบเกิดพังผืด ทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ประกอบกับมีแคลเซียมเกาะมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดลง ทำให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาที (Cardiac Output) ลดลง รวมถึงความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดหัวใจลดลง จึงส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง โดยเฉพาะสมอง จึงทำให้ผู้สูงอายุเวียนศีรษะ (Orthostatic hypotension) ได้ง่าย ซึ่งจะทำให้สูญเสียการทรงตัวและเกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย

ระบบทางเดินปัสสาวะ ในผู้สูงอายุมักจะปัสสาวะบ่อยขึ้น ทำให้เกิดความรีบเร่งเพื่อไม่ให้ปัสสาวะราด และต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นโดยเฉพาะในตอนกลางคืน เพราะกระเพาะปัสสาวะเต็มเร็ว จึงทำให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

3. ปัจจัยส่งเสริม ปัจจัยด้านอื่นๆ ที่มีผลทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ดังเช่น

  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น จะทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการหกล้มและเกิดข้อสะโพกหักสูง
  • มีประวัติการหกล้ม/การกลัวการหกล้ม ในผู้สูงอายุที่มีการหกล้มมาก่อน มักจะกลัวและมีความกังวลในการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุไม่กล้าที่จะเดินหรือเคลื่อนไหว จึงส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเช่นกัน
  • เพศ สรีระของเพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกัน โดยเพศหญิงจะมีความพรุนของกระดูกมากกว่าเพศชาย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้เกิดกระดูกพรุน ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของสะโพกในการรับน้ำหนักของขา ประกอบกับในการเดินของเพศหญิงและเพศชายก็มีความแตกต่างกัน เพราะผู้หญิงจะมีลักษณะเดินคล้ายเป็ด ฐานเดินแคบ และระยะก้าวสั้น ส่วนผู้ชายจะมีฐานเดิน กว้างกว่า ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุเพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้มากกว่าเพศชายได้


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

เนื่องจากปัจจัยของการพลัดตกหกล้มในผู้สูงที่กล่าวมาข้างต้นสามารถป้องกันได้ แต่บางครั้งการเกิดอุบัติเหตุก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจของผลกระทบและการรับมือจากการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นนั้นได้

  1. ผลกระทบที่เกิดกับร่างกาย อาจเกิดได้ตั้งแต่อาการฟกซ้ำ บาดแผล การแตกหักของกระดูก ซึ่งในผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 65-69 ปี เมื่อเกิดการหกล้มจะพบปัญหากระดูกสะโพกหักได้ถึง 1 ใน 200 ราย และจะพบปัญหานี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ในผู้สูงอายุ 85 ปีขึ้นไป จะพบปัญหากระดูกสะโพกหักได้สูงถึง 1 ใน 10 ราย และ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุที่เกิดปัญหากระดูกสะโพกหักจากการหกล้ม จะเสียชีวิตภายใน 6 เดือนหลังจากการหกล้ม (อ้างอิงสถิติจาก สวรส.) นอกจากนี้ แม้จะไม่เสียชีวิต แต่ปัญหาใหญ่ที่ผู้สูงอายุเหล่านี้ต้องเผชิญก็คือ การไม่สามารถใช้ชีวิตตามปรกติได้อีกต่อไป แม้ว่าบางรายอาจได้รับการผ่าตัดแล้วก็ตาม และกลายเป็นภาระของผู้ดูแลระยะยาว เช่น ติดเตียง ไม่สามารถเดินกลับมาเดินได้ เป็นต้น
  2. ผลกระทบทางจิตใจ เกิดความกลัว กังวลและน้อยใจในตนเอง ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทำบางสิ่งบางอย่างได้เหมือนตอนที่ยังเป็นหนุ่มสาว

การป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

ตัวผู้สูงอายุ

  • รับการประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และรู้สถานะความเสี่ยงสุขภาพของตนเอง
  • ฝึกการเดินและออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เน้นฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหว เช่น โยคะ ไทเก๊ก เป็นต้น
  • ควรเปลี่ยนท่าช้าๆ เพื่อป้องกันภาวะความดันตกในท่ายืน ขณะลุกนั่งหรือยืนทุกครั้ง
  • ควรใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน กรณีที่มีความบกพร่องในการเดินหรือการทรงตัว เช่น โครงเหล็กช่วยเดิน ไม้เท้า เป็นต้น
  • สวมใส่เสื้อผ้า ควรสวมรองเท้าที่มีขนาดพอดี รองเท้าส้นเตี้ย ขอบมน หุ้มส้น พื้นรองเท้าควรมีดอกยางไม่ลื่น
  • ปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำเดี่ยวกับการใช้ยา การมองเห็น การเดิน การทรงตัวและการเคลื่อนไหว
  • เข้ารับการรักษา หากมีอาการผิดปกติจากการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชทุกครั้ง

สิ่งแวดล้อม

  • ที่พักอาศัย ผู้สูงอายุควรอาศัยในบ้านชั้นเดียว กรณีบ้าน 2 ชั้น ควรจัดให้ผู้สูงอายุอยู่ชั้นล่าง
  • สวิตซ์ไฟ ควรอยู่ในระดับสูงจาพื้น 120 เซนติเมตร และปลั๊กไฟควรอยู่สูง 35 - 90 เซนติเมตร
  • บันไดมีราวจับ 2 ข้าง สูงจากพื้น 80 เซนติเมตร บันไดลูกตั้งสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ลูกนอนไม่น้อยกว่า 28 เซนติเมตร มีแถบสีบอกขั้นบันไดที่ชัดเจน และไม่ลื่น
  • ห้องนอนควรใช้เตียงที่มีความสูง ระดับข้อพับเข่า (40-45 เซนติเมตร) เพื่อให้ลุกขึ้นได้สะดวก
  • ความสูงของโต๊ะหรือที่ทำครัว ควรสูงประมาณ 85-90 เซนติเมตร สามารถหยิบอุปกรณ์ได้ง่ายสะดวก
  • ห้องน้ำ ควรอยู่ติดกับห้องนอน พื้นไม่ลื่น ไม่ให้น้ำขัง มีราวจับ มีที่นั่งสำหรับอาบน้ำ สูง 40-45 เซนติเมตร ใช้โถส้วมแบบชักโครกหรือนั่งราบ และผู้สูงอายุไม่ควรใส่กลอนประตูขณะใช้ห้องน้ำ
  • มีแสงสว่างเพียงพอ ทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน
  • พื้นและทางเดิน เรียบเสมอกัน ไม่ลื่น ไม่เปียก ไม่มีสิ่งกีดขวาง หลีกเลี่ยงการยกระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน

การดูแลเบื้อนต้นในการปฐมพยาบาลผู้สูงอายุที่เกิดการพลัดตกหกล้ม

  • ประเมินการตอบสนองโดยการเรียกชื่อผู้ป่วย ตรวจสอบสิ่งของภายในปากเช่น ฟันปลอม อาจมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ หากผู้สูงอายุหมดสติและไม่มีการตอบสนอง ให้ลองตบไหล่สองข้างพร้อมเรียก หากยังไม่มีการตอบสนองให้ตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือหรือโทร 1669 และให้ทำการนวดหัวใจทันทีจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึง
  • หากผู้สูงอายุยังมีสติ และไม่สามารถขยับตัวได้ และมีอาการปวดต้นคอ กล้ามเนื้อคอแข็งเกร็ง ไม่สามารถยกศีรษะจากท่านอนขึ้นลอยได้เลย (ห้ามขยับหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเอง) หากจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่เสียงภัย ให้เรียกขอความช่วยเหลือ หากไม่มี ให้พยุงต้นคอผู้ป่วยไม่ให้ขยับเกินจากแนวราบ(วิธีนี้ไม่แนะนำ) การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง ควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยหรือคนช่วยมากกว่า 1 คนขึ้นไป
  • หากผู้สูงอายุมีบาดแผล ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและน้ำสบู่ ให้มากที่สุดและรีบน้ำผู้สูงอายุส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
  • หากพบว่าผู้สูงอายุมีการหักของกระดูกระยางค์ส่วนปลายเช่น แขน ขา ให้ดามอวัยวะนั้นกับแผ่นไม้กระดานหรือของแข็งที่สามารถลดการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนปลายนั้นได้และรีบนำส่งโรงพยาบาล


ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย




Share :

บทความทางการแพทย์ศูนย์กระดูกและข้อ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอคอนเทนต์และโฆษณาที่ท่านอาจสนใจเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์ของเราต่อไปโดยไม่ได้ปรับการตั้งค่าใดๆ เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์ของเรา คลิกเพื่อดูข้อเพิ่มเติม