เบาหวานกินอะไรได้บ้าง ? แนะนำอาหารผู้ป่วยเบาหวานที่อร่อยได้
ศูนย์ : ศูนย์อายุรกรรม (เบาหวาน)
บทความโดย : พญ. รสสุคนธ์ ลิขิตจิตถะ
การเลือกอาหารผู้ป่วยเบาหวานอย่างถูกต้อง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยและผู้ดูแลจึงควรเรียนรู้ว่าสิ่งใดกินได้บ้าง เพื่อจัดสัดส่วนมื้ออาหารได้อย่างสมดุล ขณะเดียวกัน การทำความเข้าใจว่าเป็นเบาหวานห้ามกินอะไรบ้างก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงน้ำตาลหรือไขมันแฝงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายมีอินซูลินน้อย หรือเซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินตามปกติ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ ผู้ป่วยมักมีอาการปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย และน้ำหนักลดอย่างผิดปกติ หากปล่อยไว้ในระยะยาวโดยไม่ควบคุมจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นตา เบาหวานลงไต โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบแข็ง
สารบัญ
จุดมุ่งหมายในการควบคุมอาหาร
การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้จากการจัดเตรียมอาหารของคนเป็นเบาหวานให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยมีเป้าหมายหลักดังต่อไปนี้
- เพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ หรือใกล้เคียงในระดับเกณฑ์ปกติ
- เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานอย่างเพียงพอ แต่ไม่รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย
- เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานในระยะยาว
- เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง และสามารถประกอบอาชีพในสังคมได้ตามปกติอย่างมีความสุข
เบาหวานกินอะไรได้บ้าง ?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้วต้องอดอาหาร แต่แท้จริงแล้วอาหารของคนเป็นเบาหวานไม่ได้ต่างจากเมนูสุขภาพทั่วไป เพียงแต่ต้องยึดหลักการกินง่าย ๆ ในแต่ละมื้อ ดังนี้
- รับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนตามหลักโภชนาการในสัดส่วนที่พอดี
- เน้นอาหารที่มีกากใยสูง เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมประเภทใด
- กะเกณฑ์สัดส่วนอาหารให้พอดีกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสวิงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
อาหารเบาหวานแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ที่ผู้ป่วยต้องรู้
เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและนำไปปฏิบัติจริง สามารถแบ่งหมวดหมู่ของโภชนาการออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1. อาหารที่คนเป็นเบาหวานไม่ควรกิน
กลุ่มนี้คืออาหารผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่แนะนำให้กิน เนื่องจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งผลเสียต่อการควบคุมโรค ได้แก่
- อาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม ขนมหวาน และช็อกโกแลต
- เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม นมเปรี้ยว นมปรุงแต่งรส น้ำผลไม้ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำเกลือแร่
- ผลไม้และน้ำตาลเข้มข้น เช่น ผลไม้เชื่อม ผลไม้ตากแห้ง ผลไม้กวน น้ำผึ้ง และลูกอม หากผู้ป่วยมีความต้องการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน แนะนำให้เลือกใช้น้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
2. อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานกินได้
กลุ่มนี้คืออาหารที่รับประทานได้เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ต้องกะเกณฑ์ปริมาณอย่างเคร่งครัด
อาหารประเภทแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง
- อาหารในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าว ขนมปัง เผือก มัน ข้าวโพด ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ วุ้นเส้น ขนมจีน และถั่วต่าง ๆ
- เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล หากกินมากเกินไปจะทำให้น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง
- แนะนำให้รับประทานในปริมาณ 6-11 ส่วนต่อวัน
- ตัวอย่างปริมาณแป้ง 1 ส่วน เทียบเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี ข้าวเหนียว 3 ช้อนโต๊ะ ขนมจีน วุ้นเส้น หรือก๋วยเตี๋ยวครึ่งถ้วยตวง หรือขนมปัง 1 แผ่น
อาหารประเภทโปรตีน
- แหล่งโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ชีส และเต้าหู้
- ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไม่ติดหนัง เพื่อลดการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอล
- ไม่ควรกินโปรตีนมากเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักในการขับของเสีย
- แนะนำให้รับประทานในปริมาณ 3-5 ส่วนต่อวัน
- ตัวอย่างปริมาณโปรตีน 1 ส่วน เทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ล้วน 2 ช้อนโต๊ะ ปลาทูตัวเล็ก 1 ตัว ไข่ 1 ฟอง หรือเต้าหู้แข็งครึ่งแผ่น
อาหารไขมัน
- ควรหลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ กะทิ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม
- ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันมะกอก
- จำกัดปริมาณการรับประทานเพียง 3-5 ส่วนต่อวัน
- ตัวอย่างปริมาณไขมัน 1 ส่วน เทียบเท่ากับน้ำมันพืช 1 ช้อนชา หรือถั่วลิสง 10 เมล็ด
ผลไม้
- สามารถรับประทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณไม่เกิน 3 ส่วนต่อวัน
- ควรเลือกรับประทานผลไม้สด ไม่เชื่อม ไม่หมักดอง และไม่ทานคู่กับเครื่องจิ้ม
- ตัวอย่างปริมาณผลไม้ 1 ส่วน เทียบเท่ากับกล้วยน้ำว้า 1 ลูก ส้มเขียวหวาน 1 ลูก ฝรั่งครึ่งผล หรือมะละกอสุก 7-8 คำ
นมและผลิตภัณฑ์จากนม
- ควรเลือกดื่มนมจืดพร่องไขมันที่ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติ
- แนะนำให้ดื่มวันละ 1-2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนและแคลเซียมอย่างเพียงพอ
แอลกอฮอล์
- ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เบียร์ ไวน์ และเหล้าหวาน
- เครื่องดื่มกลุ่มนี้มีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น
- การดื่มขณะท้องว่างอาจทำให้น้ำตาลในเลือดตกกะทันหัน และยังส่งผลให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นอีกด้วย
เกลือและโซเดียม
- ควรจำกัดปริมาณโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม เทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อ
- การรับประทานโซเดียมมากเกินไปเป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตสูง
- ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมอบกรอบ
3. อาหารเบาหวานที่รับประทานได้ไม่จำกัด
อาหารกลุ่มนี้เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำและมีกากใยอาหารสูง สามารถทานได้โดยไม่ต้องกังวล ได้แก่
- ผักใบเขียวทุกชนิด
- เครื่องเทศต่าง ๆ เช่น กระเทียม พริกไทย
- ชาและกาแฟที่ไม่ใส่ส่วนผสมของน้ำตาล รวมถึงน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล แต่แนะนำว่าให้ดื่มไม่เกินวันละ 2 แก้วต่อวัน
- เครื่องปรุงรสธรรมชาติ เช่น มะนาว น้ำส้มสายชู
ข้อแนะนำการกินอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในชีวิตประจำวัน
- หากผู้ป่วยเบาหวานมีภาวะน้ำหนักเกิน แนะนำให้ลดน้ำหนักโดยลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันลง พร้อมเพิ่มสัดส่วนโปรตีนและผักใบเขียวในแต่ละมื้อเพื่อให้รู้สึกอิ่ม
- งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดตีบตัน ทั้งหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดส่วนปลาย
- หากเริ่มมีภาวะเบาหวานลงไต ผู้ป่วยต้องจำกัดปริมาณโปรตีน และลดการบริโภคอาหารรสเค็มลงอย่างเคร่งครัด
- ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และกะปริมาณอาหารให้ใกล้เคียงกันในแต่ละมื้อของทุกวัน เพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ไม่สวิงขึ้นลงรุนแรง
การดูแลเรื่องโภชนาการและการเลือกอาหารของคนเป็นเบาหวานถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพ แต่การมีแพทย์คอยประเมินอาการและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้การควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ หากคุณหรือคนในครอบครัวมีความเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจเบาหวานเพื่อคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือปรึกษาแนวทางการรักษาเบาหวานที่ต้นเหตุ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
ช่องทางติดต่อ ศูนย์อายุรกรรม (เบาหวาน) โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1233
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารคนเป็นเบาหวานไม่ควรกิน (FAQs)
-
Q: เป็นเบาหวานห้ามกินอะไรบ้าง และอาหารที่คนเป็นเบาหวานไม่ควรกินมีอะไร ?
A: อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด ได้แก่ ของหวานทุกชนิด เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย อาหารชุบแป้งทอด อาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง และแป้งขัดขาวในปริมาณมาก
-
Q: อาหารของคนเป็นเบาหวานสามารถใช้น้ำตาลเทียมได้หรือไม่ ?
A: ผู้ป่วยเบาหวานควรงดน้ำตาลทรายในการปรุงอาหาร แต่สามารถใช้สารให้ความหวานทดแทนทางการแพทย์ได้ เช่น สารสกัดจากหญ้าหวาน ซูคราโลส หรืออิริทริทอล ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด
-
Q: ระหว่างวันถ้ารู้สึกหิว สามารถทานอาหารเบาหวานประเภทของว่างได้ไหม ?
A: ทานได้ หากมีการเว้นระยะห่างจากมื้อหลักอย่างเหมาะสม ของว่างที่แนะนำควรเป็นผลไม้หวานน้อยในสัดส่วนที่พอดี หรือถั่วเปลือกแข็งอบไม่ปรุงรสประมาณ 1 หยิบมือ สิ่งที่ไม่ควรกินในมื้อของว่างคือขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบ เบเกอรี่ หรือเครื่องดื่มชงเย็นที่มีน้ำตาลสูง
-
Q: การทำ IF ปลอดภัยต่อการจัดตารางอาหารผู้ป่วยเบาหวานหรือไม่ ?
A: การทำ IF อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ แต่ไม่ได้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องฉีดอินซูลินหรือทานยาที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากสนใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินรูปแบบใหม่ ควรเข้ารับการตรวจเบาหวานและปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนเสมอ
-
Q: ผู้ป่วยเบาหวานควรรักษาและติดตามอาการกับแพทย์ด้านใด ?
A: ควรพบแพทย์ด้านอายุรกรรมโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม เพื่อตรวจระดับน้ำตาลสะสม ปรับพฤติกรรม และติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งศูนย์อายุรกรรม (เบาหวาน) โรงพยาบาลนครธน มีทีมแพทย์พร้อมให้บริการ
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์อายุรกรรม (เบาหวาน)
เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาล CGM รู้ทันทุกการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน
