ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : พญ. ณัฐริณีย์ นาคศุภมิตร8 กรกฎาคม 2026
.jpg)
ความผิดปกติทางพัฒนาการของเด็กมักทำให้เกิดความสับสนระหว่างสองภาวะหลัก โดยเด็กสมาธิสั้น อาการจะเน้นไปที่การขาดความจดจ่อ หุนหันพลันแล่น และควบคุมตัวเองไม่ได้ ในขณะที่ภาวะออทิสติก อาการจะแสดงออกผ่านความบกพร่องด้านการเข้าสังคม การสื่อสาร และการยึดติดกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ ความเข้าใจในความแตกต่างของทั้งสองภาวะอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถวางแผนการทำพฤติกรรมบำบัด ปรับสภาพแวดล้อม และให้การรักษาได้อย่างแม่นยำ เพื่อสนับสนุนให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายคน การเฝ้ามองพัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในบางครั้งอาจพบพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดความกังวลใจ เช่น ลูกดูไม่สบตา พูดช้า ชอบเล่นคนเดียว หรือดูซนอยู่ไม่นิ่ง ว่อกแว่กง่าย จนนำมาสู่ความสับสนว่าอาการเหล่านี้เข้าข่ายเป็นโรคสมาธิสั้นหรือออทิสติกกันแน่ ซึ่งทั้งสองภาวะมีความคาบเกี่ยวกันสูงและอาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้รับมือได้อย่างถูกต้อง
สารบัญ
ภาวะออทิสติกเป็นความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองที่มีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรม การสื่อสาร และการเข้าสังคมของเด็ก ความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม แต่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของโครงสร้างสมองตั้งแต่ในครรภ์มารดา
ในปัจจุบันทางการแพทย์จัดให้ภาวะออทิสติกอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า สเปกตรัม (Spectrum) ซึ่งหมายถึงความหลากหลายของอาการที่แต่ละบุคคลแสดงออก โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงตามความต้องการความช่วยเหลือ (Levels of Support Needed) ออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้ระดับที่ 1 ต้องการความช่วยเหลือ
เด็กมีความบกพร่องเล็กน้อย สามารถสื่อสารพูดคุยและดำเนินชีวิตประจำวันได้ แต่อาจมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่เข้าใจการล้อเล่น หรือพบความยากลำบากในการเริ่มต้นบทสนทนากับผู้อื่น
มีความบกพร่องปานกลาง สื่อสารด้วยคำพูดได้จำกัด มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และต้องการความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน
มีความบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรือทำได้น้อยมาก มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่รุนแรงจนขัดขวางการดำเนินชีวิต และต้องการผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
การประเมินความผิดปกติจากออทิสติกสามารถสังเกตได้จากความบกพร่อง 2 ด้านหลัก ได้แก่
สัญญาณเตือนของภาวะออทิสติกสามารถเริ่มสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่อายุ 12 ถึง 18 เดือน โดยมีพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
ทั้งนี้ แพทย์จะสามารถให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและแม่นยำได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งเข้าสู่กระบวนการรักษาเร็วเท่าใด ผลลัพธ์ในการพัฒนาทักษะก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองและลดการพึ่งพาคนอื่น โดยใช้การบำบัดแบบผสมผสาน ได้แก่
โรคสมาธิสั้นเป็นความบกพร่องทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมาธิ การวางแผน และการยับยั้งชั่งใจ รวมถึงเกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท ทำให้เด็กมีปัญหาในการควบคุมพฤติกรรมตนเอง
ทางการแพทย์ได้แบ่งลักษณะอาการของโรคสมาธิสั้นออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้
เด็กจะว่อกแว่กง่าย เหม่อลอย ขี้ลืม ทำของหายเป็นประจำ ขาดความรอบคอบ ทำงานผิดพลาดในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องได้นาน
เด็กจะอยู่ไม่นิ่ง ยุกยิก ขยับตัวตลอดเวลา พูดมาก พูดแทรก ชอบโพล่งคำตอบแม้ผู้ถามยังพูดไม่จบ รอคอยคิวไม่เป็น และมักทำกิจกรรมที่โลดโผนจนเสี่ยงต่ออันตราย
เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเด็กจะมีทั้งอาการขาดสมาธิ และอาการซน หุนหันพลันแล่น แสดงออกควบคู่กันไป
แม้เด็กส่วนใหญ่จะซนตามวัย แต่หากพบว่าความซนนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน โดยมีจุดสังเกตที่สำคัญ ดังนี้
ได้รับการตักเตือนจากครูที่โรงเรียนบ่อยครั้งเกี่ยวกับพฤติกรรมรบกวนในห้องเรียน เช่น ลุกเดินออกจากที่นั่งโดยไม่มีเหตุผล
การรักษาโรคสมาธิสั้นต้องใช้ความร่วมมือจากครอบครัวและโรงเรียนควบคู่กันไป
พ่อแม่หลายคนมักมีคำถามว่า โรคสมาธิสั้นกับออทิสติกมีความแตกต่างกันไหม แล้วพ่อแม่จะสามารถสังเกตอาการไดอย่างไร ? ที่จริงแล้วเรามีวิธีสังเกตง่าย ๆ ดังตารางข้างล่างนี้
พฤติกรรมที่ดูซน ว่อกแว่ก หรือเฉยชาของลูกน้อย อาจไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัยใจคอ แต่เป็นสัญญาณเตือนด้านพัฒนาการที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลอย่างเหมาะสม หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณความเสี่ยง หรือต้องการความมั่นใจว่าลูกน้อยเติบโตสมวัยหรือไม่ แนะนำให้พามาปรึกษาหมอพัฒนาการเด็ก ที่ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนครธน
เราพร้อมให้บริการตรวจประเมินพัฒนาการ คัดกรองภาวะออทิสติกและสมาธิสั้นอย่างรอบด้าน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรผู้ชำนาญการ เพื่อวางแผนส่งเสริมศักยภาพและปรับพฤติกรรมให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
A: ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอน เพราะอาการพูดช้าหรือไม่สบตาอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะความบกพร่องทางการได้ยิน การขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม หรือโรคสมาธิสั้น แนะนำให้พามาพบ หมอพัฒนาการเด็ก เพื่อทำการทดสอบและประเมินอย่างเป็นระบบจะดีที่สุด
A: การเล่นหน้าจอนานเกินไปไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นหรือออทิสติก เนื่องจากสองภาวะนี้เกิดจากสารเคมีและโครงสร้างสมอง แต่การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมสมาธิสั้นเทียม มีความอดทนต่ำ ว่อกแว่กง่าย และขาดโอกาสในการฝึกทักษะสื่อสารและการเข้าสังคม ซึ่งทำให้อาการแย่ลงได้
A: สามารถเข้าเรียนได้ โดยเฉพาะเด็กสมาธิสั้นที่ได้รับการรักษาด้วยยาและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง หรือเด็กออทิสติกระดับที่ 1 (Level 1) ที่ฝึกทักษะสังคมมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและการสนับสนุนของทางโรงเรียน ซึ่งคุณหมอจะช่วยประเมินและให้คำแนะนำในการเลือกแนวทางการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน