ศูนย์ : ศูนย์สมองและระบบประสาท
บทความโดย : พญ. รุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ11 มีนาคม 2022

หากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับใบหน้า โดยมีอาการหลับตาไม่สนิท ยิ้มแล้วมุมปากตก อมน้ำแล้วมีน้ำไหลออกจากปาก เคืองตา หรือยักคิ้วไม่ขึ้น คุณเสี่ยงเป็นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy) เกิดจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่ภาวะความผิดปกตินี้สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วและทันเวลา
สารบัญ
โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy) คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ โดยมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 เกิดการอักเสบ ซึ่งอยู่ตรงใบหน้าแต่ละข้างที่ทำหน้าที่รองรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ยิ้ม หน้าบึ้ง หรือหลับตา รวมทั้งรับรสจากลิ้นและส่งต่อไปยังสมอง เกิดการอักเสบ ส่งผลต่อการรับรส การผลิตน้ำตา และต่อมน้ำลาย ปากเบี้ยวถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นทันที และมักจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง
โดยการเกิดใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกนั้น อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน อาจเกิดจากอุบัติเหตุ เนื้องอก หรือ อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อเริม (Herpes simplex virus) งูสวัด (Herpes zoster) ที่แฝงอยู่ในปมประสาท หากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจะทำให้เกิดโรคนี้ได้
ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ความผิดปกติอยู่ที่ตัวเส้นประสาทเอง ไม่ได้อยู่ในเนื้อสมอง หรือภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ตันแต่อย่างใด และโรคหลอดเลือดสมอง มักจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย นอกจากการมีใบหน้าอ่อนแรงเพียงอย่างเดียว เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาที่แขนขา มีอาการพูดไม่ชัด นอกจากนี้จะยังคงสามารถยักคิ้วและหลับตาได้สนิทในด้านเดียวกับที่มีมุมปากตก อย่างไรก็ตามหากมีอาการควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด
โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่
อาการของโรคนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และรุนแรงภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยอาการจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละราย ส่วนใหญ่มักมีอาการมากขึ้นในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจนถึง 1-3 วันแรก แต่บางรายอาจมีอาการเป็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ถึง 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ ดังนี้
แพทย์จะตรวจเพื่อวินิจฉัยสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก โดยแพทย์อาจตรวจร่างกาย เพื่อดูการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น หลับตา เลิกคิ้ว หรือฉีกยิ้ม รวมทั้งสอบถามอาการของผู้ป่วย เพื่อพิจารณาว่าอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพอื่นหรือไม่ รวมทั้งอาจจะมีการตรวจพิเศษอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตรวจเลือด การตรวจกราฟไฟฟ้าของเส้นประสาท การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจเอกซเรย์สมอง เป็นต้น
ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์ และหายเป็นปกติภายใน 3-6 เดือน โดยแนวทางการรักษาใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ได้ดังนี้
อย่างไรก็ตามหากมีอาการหน้าชา การได้ยินลดลง อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก หรือมีอาการชาปลายมือ เท้า 2 ข้าง พูดไม่ชัด เห็นภาพซ้อน เดินเซ ซึมลง สับสน อาการลามเป็นมากขึ้นทั้งสองข้าง ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยระดับความรุนแรงของอาการป่วย รวมทั้งเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที