ศูนย์ : ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
6 กรกฎาคม 2026

อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นการเดินแล้วปวด หรือวิ่งแล้วเจ็บเข่า ล้วนเป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีด้วยกัน 4 ระยะ ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเจ็บเข่าเรื้อรังมีวิธีรักษาเบื้องต้นที่สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมน้ำหนัก การทำกายภาพบำบัด การใช้ยาลดการอักเสบ และการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า อย่างไรก็ตาม การรักษาที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เพื่อวางแผนการดูแล ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล
อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นการเดินแล้วปวดเข่าหลังตื่นนอน หรืออาการวิ่งแล้วเจ็บ มักถูกมองข้ามและตีความว่าเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาที่สามารถหายได้เอง แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่มของโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าผิดรูปและสูญเสียประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน การรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการฟื้นฟูข้อเข่าก่อนที่จะสายเกินไป
สารบัญ
การสังเกตความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมซึ่งในระยะแรกอาจยังไม่รุนแรงมากนัก แต่จะค่อย ๆ แสดงอาการชัดเจนขึ้นเมื่อมีการใช้งานข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง โดยสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวังมีดังนี้
การประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมทางการแพทย์ จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลักตามลักษณะที่พบในภาพฉายรังสีของข้อเข่า เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ดังตารางต่อไปนี้
โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร ได้แก่
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเริ่มต้นถึงระยะปานกลาง คือการลดอาการปวด ลดการอักเสบ และชะลอความเสื่อมของข้อเข่าให้ช้าลง โดยวิธีรักษาเจ็บเข่าเรื้อรังแบบไม่ผ่าตัดมีความหลากหลายวิธีและสามารถทำควบคู่กันไปได้ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์จึงช่วยชะลอโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดี รวมถึงควรเลี่ยงท่าทางที่ทำร้ายเข่า เช่น นั่งยอง นั่งขัดสมาธิ หรือยกของหนัก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เดินแล้วปวดเข่า หากยังไม่หายก็จะเข้าสู่การดูแลรักษา ดังนี้
การทำกายภาพบำบัดช่วยฟื้นฟูโครงสร้างรอบข้อเข่าให้กลับมาแข็งแรงขึ้นได้
หากผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเรื้อรังหรือข้ออักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดอาการปวดและบวม ทั้งรูปแบบรับประทานและยาทาภายนอก ซึ่งควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
หากมีข้อฝืดตึงและเจ็บเข่าเรื้อรัง วิธีรักษาที่ได้รับความนิยมคือการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมเข้าไป ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเลียนแบบคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าตามธรรมชาติ โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารหลักที่พบในน้ำเลี้ยงข้อปกติ ช่วยเพิ่มความหนืดและปรับสมดุลของน้ำในข้อเข่า เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดการเสียดสี และลดแรงกระแทกภายในข้อ พร้อมทั้งมีส่วนช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การรักษาด้วยวิธีนี้อาจช่วยชะลอความจำเป็นในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในผู้ป่วยบางรายได้
การใช้คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) ส่งผ่านไปยังจุดที่มีการบาดเจ็บ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเร่งกระบวนการซ่อมแซมตัวเองและสร้างหลอดเลือดใหม่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอาการอักเสบและปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้อาการปวดเข่าเรื้อรังเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต อีกทั้งการที่เจ็บเข่าอยู่เป็นประจำ อาจเร่งให้ผิวกระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ การตรวจเช็กและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตและเคลื่อนไหวได้คล่องตัวขึ้น หากมีอาการปวดเข่าต่อเนื่อง สามารถรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน เพื่อวางแผนการรักษาที่ให้เหมาะสม ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
A: มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเสียงในข้อเกิดจากผิวข้อที่เริ่มขรุขระหรือน้ำเลี้ยงข้อลดลง แม้จะยังไม่เกิดอาการเดินแล้วปวดเข่าแต่ก็เป็นสัญญาณเตือนเบื้องต้นของโรคข้อเข่าเสื่อมระยะแรกเริ่ม แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กสภาพข้อเข่าแต่เนิ่น ๆ
A: ขึ้นอยู่กับวิธีรักษาและสภาพข้อเข่าของแต่ละบุคคล เช่น การทำกายภาพบำบัดหรือคลื่นกระแทกมักทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์ ส่วนการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียมจะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าเรื้อรังได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
A: ไม่จำเป็นต้องเลิกวิ่งถาวร แต่ควรหยุดพักในช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลันเพื่อหาสาเหตุ เมื่อได้รับแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง และทำกายภาพบำบัดจนกล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง รวมถึงปรับเปลี่ยนท่าวิ่งหรือรองเท้าที่เหมาะสม ก็สามารถกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง ทั้งนี้ ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
A: ในทางการแพทย์ไม่มีวิธีใดดีที่สุดสำหรับทุกคน การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพจะต้องประเมินตามระยะและความรุนแรงของโรคเป็นรายบุคคล โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยาร่วมกับกายภาพบำบัดในระยะแรก หรือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกับการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าในระยะปานกลาง ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล