การตรวจยีนแพ้ยาเคมีบำบัด (DPYD) ทำไมต้องตรวจและช่วยเรื่องอะไร

ศูนย์ : ศูนย์มะเร็ง

บทความโดย : นพ. กิตติพงษ์ อุดมดำรงกุล

27 พฤษภาคม 2026

ตรวจยีนแพ้ยาเคมีบำบัด

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยเคมีบำบัด คือ ความแตกต่างของการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละราย ยาบางชนิดให้ผลการรักษาที่ดีมาก แต่ในบางรายกลับเกิดพิษรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยยาเคมีบำบัดกลุ่ม 5-Fluorouracil (5-FU) และยาในกลุ่มเดียวกัน เช่น capecitabine เป็นยาหลักในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งศีรษะและลำคอ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากยาเหล่านี้ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ ความผิดปกติของยีน DPYD


 

ทำไมต้องตรวจยีน DPYD?

ยีน DPYD ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ Dihydropyrimidine Dehydrogenase (DPD) ซึ่งมีหน้าที่ย่อยสลายยา 5-FU มากกว่า 80% ของยาทั้งหมดที่เข้าสู่ร่างกาย

หากผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความผิดปกติของยีนนี้ ทำให้เอนไซม์ทำงานลดลงหรือขาดไป ยาจะไม่ถูกกำจัดตามปกติ ส่งผลให้ระดับยาในเลือดสูงผิดปกติ และก่อให้เกิดพิษรุนแรง เช่น แผลในช่องปากอย่างรุนแรง ท้องเสียรุนแรงจนขาดน้ำ เม็ดเลือดขาวต่ำเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อภาวะไขกระดูกในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

งานวิจัยพบว่า ผู้ที่มีความผิดปกติของยีน DPYD มีความเสี่ยงเกิดพิษรุนแรงเพิ่มขึ้น 2-4 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่มีการทำงานของเอนไซม์ปกติ

> กลับสารบัญ

การตรวจยีน DPYD ช่วยเรื่องอะไร?

การตรวจยีน DPYD ก่อนเริ่มใช้ยาเคมีบำบัด เป็นการตรวจเภสัชพันธุศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่ช่วยให้แพทย์สามารถ

  • ปรับขนาดยาให้เหมาะสม (เช่น ลดขนาดยา 50% ในกลุ่ม intermediate metabolizer)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง (poor metabolizer)
  • ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากพิษยา
  • ลดการหยุดการรักษาระหว่างทาง
  • เพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาครบตามแผน

แนวทางสากล เช่น CPIC และหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศ แนะนำให้พิจารณาการตรวจยาเคมีบำบัด DPYD ก่อนเริ่มการรักษาด้วย 5-FU หรือ capecitabine เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วยมะเร็ง

> กลับสารบัญ

ใครบ้างที่ควรตรวจยีน DPYD?

  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังจะเริ่มยา 5-FU หรือ capecitabine โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม กระเพาะอาหาร และศีรษะ-คอ
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวแพ้ยาเคมีบำบัดรุนแรง
  • ผู้ป่วยที่ต้องการลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
  • ผู้ป่วยทุกรายก่อนเริ่มยาเคมีบำบัดกลุ่มนี้

> กลับสารบัญ

การตรวจยีน DPYD ด้วยวิธีใด?

การตรวจยีน DPYD สามารถทำได้ง่ายๆ โดยวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) เพียงเจาะเลือดนำส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ โดยระยะเวลารอผลประมาณ 7-16 วัน

> กลับสารบัญ

การรักษาแบบ Precision Medicine

แม้ความชุกของยีนผิดปกติในประชากรเอเชียอาจไม่สูงเท่าชาวยุโรป แต่เมื่อพบความผิดปกติ ความเสี่ยงต่อพิษรุนแรงยังคงสูงมาก ดังนั้นการตรวจเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญ

ยกระดับศักยภาพการรักษามะเร็งด้วย Precision Medicine ด้วยการตรวจ ยีน DPYD มุ่งเน้น ความปลอดภัยและความแม่นยำเฉพาะบุคคล โดยสามารถ

  • ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากยา
  • ลดการนอนโรงพยาบาลจากพิษยา
  • ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

เพราะในยุคที่การรักษามะเร็งก้าวเข้าสู่ Precision Oncology การให้ยาแบบขนาดเดียวกับทุกคน ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ซึ่งการตรวจเภสัชพันธุศาสตร์ก่อนให้ยา คือ การวางรากฐานความปลอดภัยตั้งแต่วันแรกของการรักษา

> กลับสารบัญ

ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด

ปรึกษาเจ้าหน้าที่เบื้องต้นเกี่ยวกับการตรวจรักษามะเร็งทางนรีเวช หรือจองคิวพบแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพสตรี ได้ที่


 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจยีน DPYD (FAQs)

Q: ทำไมต้องตรวจยีน DPYD ก่อนเริ่มให้ยาเคมีบำบัด

A: ยีน DPYD ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายยาเคมีบำบัดกลุ่ม 5-FU และ capecitabine หากยีนผิดปกติจะทำให้เอนไซม์ทำงานลดลง ส่งผลให้ยาสะสมในร่างกายจนเกิดพิษรุนแรง เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ หรือท้องเสียรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยผู้ที่มีความผิดปกติจะเสี่ยงเกิดพิษรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 2-4 เท่า

Q: การตรวจนี้ช่วยให้การรักษามะเร็งดีขึ้นอย่างไร?

A: ช่วยให้แพทย์สามารถใช้หลักการ การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ในการวางแผนรักษา เช่น การปรับขนาดยา หลีกเลี่ยงการใช้ยาในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก เป็นต้น

Q: ผู้ป่วยมะเร็งกลุ่มไหนต้องตรวจ?

A: ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังจะเริ่มยากลุ่ม 5-FU หรือ capecitabine เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่, เต้านม, กระเพาะอาหาร หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวแพ้ยาเคมีบำบัดรุนแร

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย

กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ


บทความสุขภาพ


แพ็กเกจ / โปรโมชั่น



0