ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพนครธน
บทความโดย : พญ. สุทธิพร ประภาโส9 มิถุนายน 2026

ในยุคที่การคมนาคมไร้พรมแดนและการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายโรคติดต่ออุบัติใหม่หรือโรคระบาดจากต่างแดนจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม หนึ่งในโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงคือ โรคอีโบลา (Ebola virus disease) แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ภายในประเทศไทย แต่การเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือการนำเข้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย ก็อาจเป็นชนวนเหตุที่นำพาเชื้อนี้เข้ามาได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของโรค วิธีการแพร่เชื้อ สัญญาณเตือนของร่างกาย และแนวทางการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณและคนรอบข้างปลอดภัยจากไวรัสอันตรายชนิดนี้
สารบัญ
โรคอีโบลา จัดอยู่ในกลุ่มโรคชนิดเดียวกับโรคไข้เลือดออก (virus haemorrhagic fever) โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus) ซึ่งถือเป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรงและเฉียบพลัน ไวรัสอีโบลามีหลายสายพันธุ์ แต่มี 3 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus), สายพันธุ์ซูดาน (Sudan ebolavirus) และสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo ebolavirus)พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ส่วนใหญ่และพบได้มากจะอยู่ในแถบภูมิภาคแอฟริกา ความน่ากลัวของโรคนี้อยู่ตรงที่ หากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาเข้าไปแล้ว อาการของโรคสามารถทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที
ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือหลายคนคิดว่าโรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางอากาศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไวรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อทางอากาศได้ง่าย แต่มีช่องทางการแพร่กระจายเชื้อหลักๆ ดังต่อไปนี้
ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) หรือระยะเวลาตั้งแต่ร่างกายเริ่มรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งเริ่มแสดงอาการ จะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 21 วัน โดยลักษณะอาการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะเด่นชัด ดังนี้
ปัจจุบันมีวัคซีนและยากลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies) ที่ได้รับการรับรองสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์เท่านั้นแนวทางการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการและประคับประคองอาการ ร่วมกับการใช้ยาต้านเชื้อโรคตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อซ้ำซ้อนในระบบอื่นๆ ของร่างกาย
หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีประวัติการแพร่ระบาดส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่แถบแอฟริกา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ยูกันดา หรือประเทศที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ เช่น แองโกลา บุรุนดี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐคองโก เอธิโอเปีย เคนยา รวันดา เซาท์ซูดาน แทนซาเนีย และแซมเบีย เป็นต้น ควรปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดดังนี้
ทั้งหากคุณเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ภายในระยะเวลา 21 วัน แล้วพบว่าตนเองเริ่มมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หรือเจ็บคอ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยและแยกโรคที่รวดเร็ว
1:โรคอีโบลาสามารถติดต่อกันทางอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่ได้ไหม?
ตอบ: ไม่ได้ ไรรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายทางอากาศเหมือนระบบทางเดินหายใจทั่วไป การติดเชื้อจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสโดยตรง กับของเหลวหรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย เช่น เลือด น้ำลาย เหงื่อ ปัสสาวะ ของผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อเท่านั้น
2:หากหายป่วยจากโรคอีโบลาแล้ว จะยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีกหรือไม่?
ตอบ: ยังสามารถแพร่เชื้อได้ ผู้ป่วยที่หายดีแล้วจะยังคงอยู่ในระยะติดต่อตราบเท่าที่สารคัดหลั่งหรือเลือดในร่างกายยังมีเชื้อไวรัสอยู่ โดยเฉพาะในผู้ชายที่หายป่วยแล้ว เชื้อไวรัสอีโบลายังสามารถแฝงตัวและแพร่ผ่านทางน้ำอสุจิได้ยาวนานมากกว่า 1 ปี หลังจากเริ่มมีอาการป่วย ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังและตรวจเช็กจนกว่าจะปลอดภัย
3:สัตว์ชนิดใดบ้างที่เป็นพาหะหลักในการนำเชื้อไวรัสอีโบลามาสู่คน?
ตอบ: สัตว์ป่าที่เป็นพาหะหลักและพบบ่อยในพื้นที่ระบาด ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ สัตว์จำพวกลิง (เช่น ลิงชิมแปนซี กอริลลา) รวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ เช่น แอนติโลปป่า และเม่น การไปสัมผัสตัว ซากสัตว์ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
แม้ว่า โรคอีโบลา จะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่โรคนี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางอากาศเหมือนโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ตราบใดที่เราตระหนักรู้ถึงช่องทางการแพร่เชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างการล้างมือเป็นประจำ ความเสี่ยงในการติดโรคนี้ก็จะลดลงไป