ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
บทความโดย : นพ. สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์25 พฤษภาคม 2020

ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) นับว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสัมพันธ์กับโรคหลายอย่างที่เรียกว่า อาการเมตาบอลิค หรือภาวะกลุ่มโรคเดียว กับ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงที่เรียกว่า กลุ่มโรคกินดีอยู่ดี โดยมีลักษณะอาการคล้ายกันในกลุ่มโรคเดียวกัน ซึ่งเกิดจากการที่เราบริโภคไขมัน น้ำตาล ของหวาน หรือบริโภคแป้งมากเกินไป พอร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะสะสมเป็นไตรกลีเซอไลน์ในเซลล์ตับ พอถึงวันดีคืนดี ก็จะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ซึ่งสาเหตุแท้จริงก็ยังไม่ชัดเจนว่า สาเหตุใดที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับขึ้นมาได้ เพราะว่าผู้ที่เป็นไขมันพอกตับบางคน เช่น คนอ้วนที่ตรวจอัลตราซาวด์ตับ พบว่ามีไขมันพอกตับ แต่การตรวจวัดค่าตับก็ยังมีค่าปกติอยู่
สารบัญ
ไขมันพอกตับ หรือ Fatty Liver คือ ภาวะที่มีไขมันเข้าไปสะสมที่เนื้อตับ (ไขมันเกาะตับ) มากกว่า 5-10% และมักจะเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ปกติไขมันที่ร่างกายได้รับจะถูกเผาผลาญที่ตับและเนื้อเยื่อต่าง ๆ แต่เมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ ไขมันส่วนนั้นจะถูกสะสมในรูปแบบเนื้อเยื่อไขมัน แล้วค่อย ๆ สะสมที่ตับจนมากเกินกว่าปกติ และส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติ โดยทั่วไปจะไม่ค่อยมีอาการ พอนานวันขึ้น จะพัฒนาจนนำมาสู่การอักเสบภายในเนื้อตับอย่างเรื้อรัง ทำให้เกิดพังผืด เกิดภาวะตับแข็ง ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุณอาจไม่รู้ตัวและอาจนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จนถึงแก่ชีวิตได้
ไขมันพอกตับ เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอ้วนเท่านั้น โดยมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ตับอักเสบโดยตรง และทำให้ไขมันสะสมในตับ เกิดการอักเสบและเกิดพังผืดในตับ ก่อให้เกิดภาวะตับแข็งตามมาในไม่ช้า แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง คือ คนที่อ้วนลงพุง น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ผู้ตรวจพบโรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูงและความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 60%
รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือการติดเชื้อเอชไอวี ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การถ่ายทอดทางพันธุกรรม เป็นต้น โดยส่วนใหญ่โรคไขมันพอกตับจะไม่ค่อยแสดงอาการ หรือผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกปวดหน่วงบริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งหากแพทย์สงสัยจะมีการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
ไขมันพอกตับ อาการจะไม่ค่อยมีอะไร โดยอาจจะมีอาการอื่นมากกว่า เช่น บางคนอาจมีอาการตับโต รู้สึกจุกเสียดใต้ชายโครงได้บ้าง แต่ก็เป็นอาการที่พบได้ไม่บ่อยนัก ส่วนมากผู้ที่ตรวจพบว่า มีอาการไขมันพอกตับจะทราบจากผลตรวจสุขภาพร่างกาย เช่น เป็นโรคอื่นแล้วมาทำการตรวจ นอกจากภาวะเมตาบอลิค ไขมันพอกตับก็ยังเกิดจากเหตุอื่นได้ เช่น ผู้ที่ดื่มเหล้า โดยโรคตับที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้า ก็จะเริ่มต้นจากระยะที่มีไขมันพอกตับได้เช่นกัน หรือว่ายาบางอย่าง ก็มีผลทำให้เป็นไขมันพอกตับได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้นจากภาวะการกินเป็นหลัก
การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับทำได้โดยเจาะเลือดเพื่อตรวจหาค่าการทำงานของตับ ได้แก่ ค่า ALT, AST, ALP ที่ผิดปกติ หรือดูจากอัลตราซาวด์ช่องท้อง การเจาะชิ้นเนื้อตับ (liver biopsy) และการตรวจด้วยเครื่องไฟโบรสแกน Fibroscan คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจโรคเกี่ยวกับตับ โดยจะใช้เพื่อตรวจหาพังผืดในเนื้อตับ และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เมื่อเทียบกับวิธีตรวจแบบเดิมที่ต้องเจาะตับ นอกจากนี้ก็สามารถตรวจก่อนป่วยได้อีกด้วย เพราะยิ่งตรวจก่อน ยิ่งทำให้การรักษาได้ทันและมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินปริมาณไขมันในตับรวมถึงระดับพังผืดและตับแข็งได้โดยที่ผู้ป่วยไม่เจ็บตัว ใช้เวลาไม่นาน
ไขมันพอกตับจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีอาการไขมันพอกตับ กับ กลุ่มที่มีค่าตับปกติ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ล้วนมีความเสี่ยงของตับอักเสบเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงสูงมากกว่าในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังดูแลเป็นพิเศษ แต่ว่าทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ว่าจะมีตับอักเสบ หรือไม่มีตับอักเสบ ถ้าทำอัลตราซาวน์แล้วพบว่า มีไขมันพอกตับแล้ว ก็ต้องระวัง ต้องงดเรื่องการบริโภคของหวานของมัน หรือแป้ง และจำเป็นต้องออกกำลังกาย รวมทั้งคุมน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ
วิธีรักษาไขมันพอกตับ หากพบว่าเป็นไขมันพอกตับ แพทย์จะพิจารณาให้ยารับประทานตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมทั้งปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต อาทิ
การลดไขมันพอกตับ (ไขมันสะสมในตับ) ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมการกินเป็นหลัก โดยเฉพาะการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับและลดการสะสมของไขมันในตับ ได้แก่
ไขมันพอกตับ เป็นเหตุให้เกิดภาวะตับแข็ง หรือมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับได้ ปัจจุบันยังไม่มียาตัวใด ที่ได้ผลดีในการรักษาไขมันพอกตับ เท่ากับการปรับพฤติกรรม และเข้ารับการตรวจสุขภาพตับเป็นประจำ และเข้าปรึกษากับทีมแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน ที่ให้บริการตรวจวินิจฉัย และรักษาครอบคลุมทุกปัญหาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ อาทิ ไขมันพอกตับ กรดไหลย้อน ฯลฯ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การส่องกล้องทางเดินอาหาร และให้บริการครบวงจรในที่เดียว (One Stop Service) พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ด้วยความเอาใจใส่ และมุ่งมั่นในการให้บริการเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดระยะเวลาการพักฟื้นของผู้ป่วย
ช่องทางติดต่อโรงพยาบาลนครธน:
- - Website : https://www.nakornthon.com
- - Facebook : Nakornthon Hospital
- - Line : @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 (ตลอด 24 ชั่วโมง)