ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : พญ. วราลี ผดุงพรรค25 มิถุนายน 2020

หากใครได้ติดตามข่าวสารไม่ว่าจะเป็นในทีวี เว็บไซต์ หรือตามหน้าเฟซบุ๊ก มักจะเห็นข่าวการเจ็บป่วย รวมไปถึงเสียชีวิตของเด็กที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส RSV ที่กำลังระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวรับมือป้องกันลูกน้อยจากไวรัสชนิดนี้ได้อย่างทันท่วงที
สารบัญ
ไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ สามารถแพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม โดยเบื้องต้นผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และหายได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้กับคนทุกวัย แต่พบมากในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นวัยที่มักเกิดอาการรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อน หรืออาจพัฒนาไปสู่โรคขั้นรุนแรงที่ส่งผลให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ เช่น โรคปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น ซึ่งจะมีอาการ ไอมาก ไอจนอาเจียน นอนไม่ได้ มีเสมหะครืดคราด อ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ได้ มีอาการขาดน้ำ ซึ่งสังเกตได้จากปัสสาวะลดลง หรือในบางรายอาจรุนแรงจนมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจอกบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ
พญ.วราลี ผดุงพรรค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชกรรมและกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลนครธน ได้กล่าวว่า แม้ผู้ติดเชื้อไวรัส RSV จะมีอาการคลายเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างไข้หวัดและไวรัส RSV ที่เราสามารถสังเกตได้ ดังนี้
ในส่วนของสาเหตุการติดเชื้อไวรัส RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ โดยไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ ในประเทศไทยมักพบเชื้อไวรัส RSV ได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งไวรัสจะมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยอาศัยอยู่ตามวัตถุต่าง ๆ และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอ หรือการจาม
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส RSV แพทย์จะทำการตรวจด้วยการใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณจมูกหรือคอ เพื่อเอาตัวอย่างของน้ำมูกและเสมหะไปส่งตรวจ รอผลประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ทราบผล
ในส่วนของการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัส RSV เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ ด้วยการทานยาลดไข้ ทานยาแก้ไอละลายเสมหะ หากมีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ อาจต้องพ่นยา เคาะปอดระบายเสมหะหรือดูดเสมหะ เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส RSV แต่เราทุกคนก็สามารถปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไวรัส RSV ได้ดังนี้
ด้วยสภาพแวดล้อมของประเทศไทยที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โรคต่างๆ ก็มีมากมาย ทุกคนต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย รวมถึงผู้ที่ดูแลเด็กเล็กๆ ควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและดูแลน้องให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ หากมีอาการเข้าข่ายว่าติดเชื้อ RSV ควรรีบพามาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป อาการเด็กอาจย่ำแย่ลง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้