อาการนอนกรนเป็นอาการที่พบบ่อย เกิดได้ในทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ โดยอาการนอนกรนเป็นอาการแสดงหนึ่งภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งรบกวนสุขภาพการนอนหลับของคนใกล้ชิดและส่งผลเสียต่อสุขภาพตนเองในระยะสั้นและระยะยาว เช่น เป็นสาเหตุความเสี่ยงของโรคความดันสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ก่อนจะเกิดความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ เรามาทำความรู้จักถึงสาเหตุ สัญญาณและแนวทางการรักษาอาการนอนกรน และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Snoring & Obstructive Sleep Apnea: OSA) กันดีกว่า
อาการนอนกรน เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย มีการหย่อนตัวลงในขณะนอนหลับ ทำให้เกิดการตีบแคบลงของช่องคอ เมื่อมีการตีบแคบลงของทางเดินหายใจ เราก็จะหายใจแรงขึ้นจนเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสียงกรนตามมา โดยโครงสร้างบริเวณคอหอยที่มีการหย่อนตัวลง และเป็นปัญหา ได้แก่ โคนลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อน ผนังในคอหอยด้านข้าง เป็นต้น
หากยังปล่อยให้มีอาการนอนกรนไปเรื่อยๆ โดยไม่ใส่ใจ จะทำให้มีอาการแย่ลงไปอีก คือ ช่องทางเดินหายใจที่ตีบแคบก็จะแคบลงมาจนปิดสนิท ทำให้ลมหายใจเข้าออกขาดหายไปชั่วขณะ จนเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) โดยเป็นอันตรายอย่างมาก ซึ่งหากใครมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยเอาไว้อาจเป็นบ่อเกิดของโรคอื่นๆ ตามมา
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) เป็นภาวะที่ช่องทางเดินหายใจของเราเกิดการอุดกั้น เป็นพักๆ ขณะนอนหลับ จนทำให้ไม่สามารถหายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกายได้ ส่งผลให้เกิดการอุดตันในช่องคอแบบชั่วคราว ทำให้ลมหายใจเข้า-ออกขาดหายไปชั่วขณะ จนเกิดการตื่นตัวของสมองในขณะนอนหลับเป็นพักๆ และการพร่องของออกซิเจนในเลือดระหว่างนอนหลับ และในบางรายอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมด้วย เช่น แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ และยาต้านโรคซึมเศร้าที่รับประทานก่อนนอน รวมทั้งการสูบบุหรี่ซึ่งทำให้มีการอักเสบและบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจ จึงทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วย
อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่
ผลข้างเคียงขนาดใหญ่ที่ขยายในวงกว้างจากการละเลยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา หากนอนกรนแบบมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ก็คือ การเป็นโรคแทรกซ้อนต่อเนื่องซึ่งมีสาเหตุมาจากสุขภาพการนอนที่ไม่ดี เช่น มีความเสี่ยงต่อโรคความดันสูง โรคหัวใจ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว โรคซึมเศร้า ผู้ชายอาจเกิดอาการสมรรถภาพทางเพศลดลง แต่ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนมาไม่ปกติ โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน เป็นต้น
การรักษาด้วยใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกหรือเครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (CPAP - Continuous Positive Airway Pressure ) เป็นการรักษาที่ได้ประสิทธิผลดีที่สุดวิธีหนึ่งในการรักษาอาการนอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการในระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง มีหลักการในการรักษา คือ การเป่าความดันลมผ่านทางจมูกหรือปาก ผ่านบริเวณลำคอและโคนลิ้น โดยจะมีหน้ากากสวมทับบริเวณจมูกในขณะหลับ อากาศภายใต้แรงดันที่กำหนดจะเข้าไปในช่องคอโดยผ่านทางจมูก และแรงดันอากาศจะค่อยๆ เปิดทางเดินหายใจบริเวณช่องคอตลอดเวลาโดยไม่ให้มีการอุดตันขณะที่นอนหลับ ทำให้การนอนและการหายใจเป็นปกติ
สามารถแก้ไขอาการนอนกรน และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้โดยวิธีการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ที่มีขนาดใหญ่ (พบได้ในวัยเด็ก) หรือเยื่อบุในจมูกโต ผนังกั้นช่องจมูกคด โครงสร้างของใบหน้า คาง กราม หรือเพดานอ่อน การผ่าตัดตกแต่งลิ้นไก่เพดานอ่อนและช่องคอ จะเป็นการเอาเนื้อเยื่อของบริเวณช่องคอที่มีปริมาณมากออกเพื่อทำให้ช่องหายใจกว้างขึ้น โดยทั่วไปการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจะได้ผลประมาณ 40% ของผู้ป่วย
เป็นอุปกรณ์ทางทันตกรรมสวมบริเวณช่องปากขณะนอนหลับ ทำให้ทางเดินหายใจบริเวณคอหอยมีพื้นที่กว้างมากขึ้น สามารถลดอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์อย่างใกล้ชิด
อย่าคิดว่าการนอนกรนประจำทุกวันเป็นเรื่องปกติ เพราะอาการนอนกรนอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของอันตรายที่คุณอาจไม่รู้ตัวได้ เช่นนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และการเกิดโรคต่างๆ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ และรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป