ศูนย์ : ศูนย์สมองและระบบประสาท
บทความโดย : พญ. รุ่งทิพย์ ชัยธีรกิจ9 กุมภาพันธ์ 2022

อาการปวดหัวไมเกรน เป็นโรคปวดหัวที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาอาการปวดหัวชนิดอื่นๆ มีระดับความปวดที่รุนแรง ระยะเวลาของอาการที่ยาวนาน โดยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย ในปัจจุบันอาการปวดหัวไมเกรนสามารถรักษาได้ด้วย เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) ที่สามารถใช้ลดอาการปวดที่เฉียบพลัน ลดความถี่และป้องกันการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้
สารบัญ
ปวดหัวไมเกรน (Migraine) เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง ทำให้ก้านสมองถูกกระตุ้น หลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมองมีการบีบและคลายตัวมากกว่าปกติ เกิดอาการปวดหัวตุบๆ มักปวดข้างเดียวของศีรษะ(Unilateral) แต่บางครั้งปวด 2 ข้าง หรือทั้งศีรษะก็ได้ หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แพ้แสง จากก้านสมองที่ถูกกระตุ้น โดยมีลักษณะอาการของปวดหัวไมเกรน จะแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่
ปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการปวดศีรษะไมเกรนเกิดจากอะไร แต่ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการปวดหัวไมเกรนมีหลายประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิง ความเครียด สภาพแวดล้อม เช่น แสงจ้าหรือแสงแฟลช เสียงดัง กลิ่นที่รุนแรง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบฉับพลัน การใช้ยาบางชนิด การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไป การสูบบุหรี่ การอดอาหาร หรือการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ เป็นต้น
เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS หรือ การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาอาการปวดหัวไมเกรนที่จำเป็นต้องลดภาวะเซลล์สมองที่ตื่นตัวมากเกินไป (cortical hyperexcitability) เพื่อลดความรุนแรงของอาการปวดและความถี่ของการกำเริบ ควบคู่ไปกับการการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่ ความเครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารบางชนิดๆ เช่น ไวน์ ช็อกโกแลต ผงชูรส หรือแอลกอฮอล์ สภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น แสงแดดจ้า เสียงดัง ควันธูป เป็นต้น
โดยการทำงานของเครื่อง TMS จะใช้การเหนี่ยวนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เช่นเดียวกับการทำ MRI) แล้วส่งพลังงานจากหัวจ่ายพลังงานผ่านกะโหลกไปยังสมอง ก่อให้เกิดการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในเซลล์สมองและส่งต่อพลังงานไปยังเซลล์สมองที่อยู่ต่อเนื่องกัน โดยพลังงานจะทำการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ของเซลล์ประสาทและเกิดการปรับเปลี่ยนการทำงาน ทำให้เกิดการกระตุ้น หรือยับยั้งสารสื่อประสาทที่เป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกปวด
ในขั้นตอนการรักษานั้น จะนำหัวส่งคลื่นแม่เหล็กมาวางที่ศีรษะ ใช้เวลาเพียง 20-30 นาที โดยควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง 2 -3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันอย่างน้อยประมาณประมาณ 5 ครั้ง หรือตามดุลยพินิจของแพทย์ด้านสมองและระบบประสาทจะเป็นผู้ประเมินว่าต้องทำกี่ครั้งรวมถึงความถี่ในการทำต่อสัปดาห์ และจากการเข้ารับการรักษานั้น จะเริ่มเห็นผลประมาณครั้งที่ 5 เป็นต้นไป เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล ไม่สร้างบาดแผลหรือความเจ็บปวดใดๆ ขณะรักษาแก่ผู้ป่วย
เทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS มีความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากมีผลอยู่ในวงจำกัดที่แคบมาก เพียง 1-3 เซนติเมตร จากหัวกระตุ้น จึงไม่มีผลกระทบที่อันตรายต่ออวัยวะของร่างกาย มีเพียงข้อห้ามหลักๆ คือ ห้ามใช้ในบุคคลที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดที่ฝังในร่างกาย หรือใส่เครื่องระบายน้ำในโพรงสมอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักหรือมีประวัติชัก ผู้ป่วยที่เพิ่งเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต ผู้ป่วยที่มีความดันในกะโหลกศีรษะสูง และผู้ป่วยที่มีอวัยวะเทียมที่เป็นโลหะที่เพิ่งใส่มาไม่นาน
ดังนั้น หากเริ่มมีอาการปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้าง ติดต่อต่อกันหลายชั่วโมง มีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ตุบๆ ตลอดเวลา หรือมีอาการอื่นร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น อาการคลื่นไส้อาเจียน เป็นสัญญาณน่าสงสัยว่าเริ่มเป็นไมเกรน อย่าชะล่าใจปล่อยให้อาการรุนแรง ควรรีบมารักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าจะทำให้การรักษาเห็นผลอาการปวดหัวดีขึ้นและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้