บรรดาว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์คงอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าลูกในท้องจะเป็นอย่างไร สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไหม มีความผิดปกติใด ๆ หรือเปล่า ถ้าจะทำอัลตราซาวด์ควรทำแบบไหนดี เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบ 2 มิติก็มี แบบ 3 มิติก็ดี แบบ 4 มิติก็เลิศ แล้วแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ไปทำความเข้าใจกันได้เลย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อัลตราซาวด์ (Ultrasound) นั้นเป็นคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความถี่สูงเกินกว่า 20,000 Hz คลื่นเสียงอัลตราซาวด์นี้ปัจจุบันได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นเครื่องมือใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย รวมทั้งในทางการแพทย์ โดยพัฒนาอัลตราซาวด์มาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่าง ๆ จนกลายมาเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับแพทย์และผู้ป่วย
หลักการทำงานของเครื่องอัลตราซาวด์ ก็คือ เครื่องจะทำการส่งคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ออกไปจากหัวตรวจ ผ่านผิวหนังลงไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในร่างกาย แล้วสะท้อนกลับออกมาเป็นภาพให้เห็น แต่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายของเรานั้นมีความสามารถในการดูดซับคลื่นอัลตราซาวด์ไม่เท่ากันจึงสะท้อนคลื่นกลับออกมาแตกต่างกัน หัวตรวจจะทำหน้าที่รับสัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาในระดับต่าง ๆ และคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครื่องอัลตราซาวด์จะทำการประมวลสัญญาณที่สะท้อนกลับมาและสร้างเป็นภาพขึ้นมาได้
การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องอัลตราซาวด์นี้ นอกจากสามารถตรวจดูว่ามีความผิดปกติใด ๆ ในร่างกายของผู้ป่วยได้แล้ว ยังสามารถตรวจดูทารกที่อยู่ในครรภ์ได้อีกด้วยว่ามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงหรือไม่ แตกต่างจากในสมัยอดีตที่ยังไม่มีอัลตราซาวด์ ซึ่งแพทย์จะต้องใช้มือคลำดูว่าทารกโตขึ้นหรือไม่ในแต่ละเดือน ร่วมกับใช้หูฟังดูว่าทารกที่อยู่ในครรภ์นั้นมีการเต้นของหัวใจเป็นปกติหรือไม่
แต่ปัจจุบัน การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นตัวของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน สามารถวัดขนาดได้ว่าตอนนี้ทารกตัวยาวกี่เซนติเมตร สามารถเห็นการเต้นของหัวใจ และบอกได้เลยว่าทารกมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ ร่างกายมีความพิการหรือความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ ทารกมีหน้าตาเช่นไร เป็นเพศชายหรือเพศหญิง ตามขอบเขตของการมองเห็นจากภาพที่สะท้อนออกมา ซึ่งบางปัจจัยอาจส่งผลให้มองไม่เห็น เช่น ท่าของทารก เป็นต้น
ในปัจจุบัน เครื่องอัลตราซาวด์นั้นมีการทำงานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เครื่องอัลตราซาวด์ในสมัยเริ่มแรก สามารถมองเห็นภาพทารกได้เป็นแบบสองมิติ (Ultrasound 2D) คือภาพที่มีความกว้างและความยาว หรือภาพตัดขวางตามแนวของคลื่นเสียงที่ถูกส่งออกไป แต่ในเครื่องอัลตราซาวด์สมัยใหม่นั้นเครื่องจะเก็บภาพสองมิติหลาย ๆ ภาพ ตามแนวที่หัวตรวจเคลื่อนผ่านไปและนำมาประกอบกันขึ้นเป็นภาพสามมิติ (3D) ซึ่งมีความลึกของภาพ ทำให้ดูเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเครื่องตรวจอัลตราซาวด์บางรุ่นยังสามารถเก็บภาพสามมิติแต่ละภาพไว้ แล้วนำมาแสดงผลเรียงต่อกันกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับภาพยนตร์ จึงมีชื่อเรียกว่าอัลตราซาวด์สี่มิติ (Ultrasound 4D) โดยที่มิติที่สี่คือ “เวลา” นั่นเอง
ปัจจุบัน การตรวจอัลตราซาวด์ 4 มิติ (Ultrasound 4D) เป็นการตรวจที่เพิ่มความตื่นเต้นอัศจรรย์ให้กับคนในครอบครัว ในการต้อนรับสมาชิกใหม่ และเป็นที่นิยมแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถมองเห็นหน้าตาของทารกได้อย่างชัดเจน สามารถเห็นการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการศึกษาพฤติกรรมต่าง ๆ ของทารก เช่น เห็นทารกทำการเล่นกับสายสะดือ การดูดนิ้ว การหาว หรือยิ้ม ซึ่งนำมาซึ่งความปลื้มปิติของคุณพ่อคุณแม่ และยังนำมาซึ่งความมั่นใจและสบายใจได้ว่าทารกมีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมจะออกมาลืมตาดูโลก
เมื่อทราบดังนั้นแล้วคุณพ่อคุณแม่บางท่านยังเป็นกังวลอยู่ว่าการตรวจอัลตราซาวด์ไม่ว่าจะเป็นแบบกี่มิติ จะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ว่าจะกี่มิติก็ตาม ยังไม่เคยพบรายงานใดๆ เกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวด์ว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกหรือมารดาเลย แม้ว่าจะมีการตรวจซ้ำหลายครั้งก็ตาม แต่กลับเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยความผิดปกติของทารก และช่วยให้แพทย์สามารถทำการตัดสินใจในการให้การรักษาได้ดีขึ้น ดังนั้น การตรวจอัลตราซาวด์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ทุกท่าน