10 กรกฎาคม 2026

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ตัวโรคเอง แต่คือภาวะ เบาหวานควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังคงพุ่งสูงอยู่เป็นเวลานาน แม้ว่าจะพยายามกินยาหรือดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้วก็ตาม ภาวะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญทุกส่วนในร่างกาย การทำความเข้าใจสาเหตุและการรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
สารบัญ
โรคเบาหวาน (Diabetes) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผลิตจากตับอ่อน หรือเกิดจากร่างกายมี ภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ ได้ เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถจัดการหรือควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดภาวะ เบาหวานควบคุมไม่ได้ ซึ่งตัวโรคจะค่อยๆ เข้าไปทำลายหลอดเลือดแดงทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการตีบแคบหรือแข็งตัว และนำไปสู่ความเสื่อมสภาพของอวัยวะต่างๆ จนเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคไตเสื่อม หรือในที่สุดอาจทำให้มีอาการชาปลายมือปลายเท้า และหากเกิดบาดแผล แผลจะหายช้ามากหรือเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของผู้ป่วย เบาหวานควบคุมไม่ได้
หลายครอบครัวมักเกิดคำถามว่าทั้งที่กินยาและฉีดอินซูลินตามปกติแล้ว ทำไมระดับน้ำตาลก็ยังไม่ลดลง? สาเหตุอาจเกิดได้ดังนี้
แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่ผู้ป่วย ผู้ดูแลและแพทย์สามารถร่วมมือกันควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและทำให้เบาหวานอยู่ในระยะสงบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ผู้ป่วยและผู้ดูแลจำเป็นต้องได้รับความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และวิธีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างชัดเจน การเข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้น้ำตาลขึ้นหรือลง จะช่วยให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำ
เน้นการปรับพฤติกรรมการบริโภคตามที่แพทย์หรือนักโภชนาการแนะนำ ลดการทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตแปรรูป น้ำตาล และอาหารที่มีไขมันสูงอิ่มตัว เปลี่ยนมาทานข้าวกล้อง ผักใบเขียว และโปรตีนไขมันต่ำในปริมาณที่เหมาะสมแทน
การออกกำลังกายช่วยลด ภาวะดื้ออินซูลิน ได้อย่างดีเยี่ยม โดยแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที/วัน เป็นเวลา 5 วัน/สัปดาห์ หรือรวมให้ได้ 150 นาที/สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด เนื่องจากความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด
พยายามจัดการและควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น สามารถช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินและช่วยให้การควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ห้ามหยุดยา ปรับลด หรือเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด การรักษาด้วยยาหรือการฉีดอินซูลินต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติจากการใช้ยา ควรไปพบแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการรักษาอย่างถูกต้อง
การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับและการควบคุมน้ำตาล ส่วนการสูบบุหรี่จะยิ่งเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือด ดังนั้นการงดสูบบุหรี่จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวาน
การมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย แพทย์จะทำการตรวจติดตามระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) และตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นโดยที่ยังไม่แสดงอาการ เช่น การตรวจตาเพื่อดูภาวะเบาหวานขึ้นตา การตรวจปัสสาวะเพื่อดูภาวะเบาหวานลงไต และการตรวจเช็กระบบหลอดเลือดและหัวใจ
1:เบาหวานควบคุมไม่ได้ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง?
ตอบ: เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งความเสื่อมของระบบอวัยวะเนื่องจากเป็นโรคมานาน พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เครียด รวมถึงการที่ผู้ป่วยหยุดยาหรือปรับลดราคายาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
2:หากน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง จะส่งผลอันตรายต่อร่างกายอย่างไร?
ตอบ: จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในหลายระบบ ทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น ภาวะคีโตนคั่งในเลือด หรือน้ำตาลต่ำรุนแรงซึ่งอันตรายถึงชีวิต และแบบเรื้อรัง เช่น ภาวะไตเรื้อรัง จอประสาทตาเสื่อม แผลติดเชื้อที่เท้าจนอาจต้องตัดขา และโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
3:ควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะช่วยควบคุมเบาหวานได้ดีที่สุด?
ตอบ: แนะนำให้ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นเวลา 5 วัน/สัปดาห์ (หรือรวมให้ได้ 150 นาที/สัปดาห์) ร่วมกับการทำจิตใจให้สบายไม่เครียด เพื่อช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน
4:ถ้าทานยาตรงเวลาตลอด แต่น้ำตาลยังไม่ลดลง สามารถปรับเพิ่มยาเองได้ไหม?
ตอบ: ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยา ปรับลด หรือเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเอง หากพบว่าระดับน้ำตาลยังสูงอยู่ ควรไปพบแพทย์เพื่อแจ้งอาการและให้แพทย์เป็นผู้ปรับเปลี่ยนแผนการรักษาหรือสลับตัวยาอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
5:ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ตอบ: กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือมีไขมันในเลือดสูง คนกลุ่มนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดประจำปีเพื่อคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
หัวใจสำคัญของการรับมือกับภาวะ เบาหวานควบคุมไม่ได้ คือการมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับ ภาวะดื้ออินซูลิน อย่างถูกวิธี ผ่านความร่วมมือกันระหว่างตัวผู้ป่วยเองและลูกหลานผู้ดูแล การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และการควบคุมน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามสั่งทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
พญ.คุณาวรรณ กาญจนแสนส่ง
อายุรศาสตร์,อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม
ศูนย์อายุรกรรม (เบาหวาน)