อาการปวดท้องที่หลายๆ คนมองข้ามและมองเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้อาการปวดเหล่านั้นมากมาย ซึ่งอาการปวดแต่ละตำแหน่งมีความแตกต่าง เช่น ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปวดบริเวณบั้นเอวขวา ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ ปวดบริเวณบั้นเอวซ้าย เป็นต้น และเป็นไปได้ว่า อาจจะเกิดโรคของอวัยวะในช่องท้องอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและตับ เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ โดยอาการปวดท้องเหล่านี้สามารถตรวจเช็คได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ อาทิ การส่องกล้องกระเพาะอาหาร การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การตรวจตับด้วยวิธีไฟโบรสแกน เพื่อนำมาสู่การรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละโรค ตามที่จะกล่าวดังต่อไปนี้
สารบัญ
ชายโครงขวา เป็นจุดของตับ และถุงน้ำดี โดยส่วนใหญ่จะพบว่า อาการปวดใต้ชายโครงขวา มักจะมาพร้อมกับโรคนิ่วในถุงน้ำดี บางคนอาจมีอาการท้องเฟ้อบริเวณเหนือสะดือ เรอ คลื่นไส้ อาเจียน คล้ายอาการของอาหารไม่ย่อย ซึ่งมักเป็นหลังกินอาหารมันๆ ในรายที่ก้อนนิ่วเคลื่อนไปอุดในท่อส่งน้ำดี จะมีอาการปวดบิดรุนแรงเป็นพักๆ ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ซึ่งอาจปวดร้าวมาที่ไหล่ขวาหรือบริเวณหลังตรงใต้สะบักขวา มักปวดนานเป็นชั่วโมงๆ และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย บางคนอาจปวดรุนแรงจนเหงื่อออก เป็นลม อาการปวดท้องมักเป็นหลังกินอาหารมันหรือกินอาหารมื้อหนัก บางคนอาจมีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง) เกิดขึ้นตามหลังอาการปวดท้อง โดยผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะแนะนำให้รับการผ่าตัด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจมีการอักเสบและมีโรคแทรกซ้อนตามมาก็ได้ ที่สำคัญโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการลดกินอาหารมีไขมัน และการออกกำลังกายเป็นประจำ
ใต้ลิ้นปี่ หรือกลางตัวเรา ตรงซี่โครงซี่ล่างสุด (กลางตัว) เป็นตำแหน่งของกระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ให้ลองสังเกตตัวเองหากปวดเป็นประจำเวลาหิว หรืออิ่ม อาจเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะอาหารเป็นแผล ซึ่งจะรู้สึกปวดบริเวณท้องส่วนบน อาจเป็นบริเวณลิ้นปี่ลงไปถึงเหนือสะดือหรือปวดค่อนไปทางด้านซ้าย อาจปวดแบบจุกแน่น หรือแสบร้อน และปวดร้าวทะลุไปหลังได้ นอกจากนี้อาจมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย อิ่มเร็ว เรอบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน และอาจทำให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระได้ด้วย เป็นต้น
จากกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกหรือกระดูกอ่อนซี่โครงมีการอักเสบ เช่น จากการไปยกของหนัก หรือจากการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ใช้กล่ามเนื้อหน้าอกมากไป เช่น ยกเวท วิดพื้น หรือออกกำลังกายผิดท่า หรือเกิดจากอุบัติเหตุกระแทกที่หน้าอกโดยตรง เช่น การถูกต่อย ถูกชก ถูกชน เป็นต้น จะมีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน และอาการเจ็บจะสัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทาง นอกจากนี้ หากคลำเจอก้อนเนื้อขนาดใหญ่และค่อนข้างแข็ง อาจหมายถึงตับโต จึงควรรีบมาพบแพทย์
ปวดชายโครงขวา จะตรงกับตำแหน่งของม้าม ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
บั้นเอวขวา ตรงตำแหน่งของท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ หากเป็นอาการของท่อไต ควรสังเกตอาการร่วม เช่น ปวดเอวหรือมีปัสสาวะเป็นเลือดอาจจะเป็นนิ่วที่ไต จะเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือสองข้างก็ได้ ซึ่งจะมีอาการปวดมากจนเหงื่อออก ปวดร้าวถึงต้นขา การเริ่มต้นของการเป็นนิ่วในท่อไต อาการปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น เป็นกรวยไตอักเสบ หรือหากคลำเจอก้อนเนื้อรีบไปพบแพทย์ และหากเป็นอาการของลำไส้ใหญ่อักเสบ มักจะมีอาการปวดรุนแรง มีทั้งปวดเรื้องรังและเฉียบพลัน
ปวดรอบสะดือ ตรงกับตำแหน่งลำไส้เล็ก หากกดแล้วปวดมาก คืออาการไส้ติ่ง เรารู้กันดีว่าอาการปวดท้องไส้ติ่งมักจะบอกเป็นอาการปวดท้องด้านขวา ทว่าอาการเริ่มแรกของโรคไส้ติ่งอักเสบก็คืออาการปวดท้องรอบ ๆ สะดือ โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ รอบ ๆ สะดือ คล้ายอาการปวดถ่ายท้องเสีย หรือบางคนก็มีอาการปวดท้องเหนือสะดือร่วมกับถ่ายเหลว หรือท้องเสียด้วย หลังจากนั้นอาการปวดท้องจะย้ายตำแหน่งมาที่ท้องน้อยด้านขวา และมีอาการปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว ซึ่งต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วน
ปวดบั้นเอวซ้าย เป็นตำแหน่งท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ หากมีอาการปวดมากมักจะเป็นอาการของลำไส้ใหญ่อักเสบ หากปวดร้าวถึงต้นขาก็อาจเป็นอาการของนิ่วในท่อไตและหากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่นด้วย ปัสสาวะขุ่นอาจเป็นอาการของกรวยไตอักเสบ ให้รีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้หากคลำเจอก้อนเนื้อ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ปวดท้องน้อยขวา เป็นตำแหน่ง ไส้ติ่ง ท่อไต และปีกมดลูก หากปวดเกร็งเป็นระยะ ๆ แล้วร้าวมาที่ต้นขาจะเป็นอาการของกรวยไตอักเสบ หากปวดเสียดตลอดเวลากดแล้วเจ็บมาก สิ่งที่จะนึกถึงและเป็นไปได้คือ ไส้ติ่งอักเสบ และหากปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาวมักจะเป็นอาการของปีกมดลูกอักเสบ นอกจากนี้ให้สังเกตดวยการคลำด้วย หากพบก้อนที่ท้อง ควรรีบมาพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
ปวดท้องน้อย ตรงตำแหน่งกระเพาะปัสสาวะ และมดลูก
ปวดท้องน้อยซ้าย ตำแหน่ง ปีกมดลูก และท่อไต
ไม่ว่าอาการปวดท้องตรงกลางที่เป็นอยู่จะบอกถึงโรคอะไรก็ตามแต่ ในกรณีที่ปวดท้องบ่อยๆ ปวดเป็นๆ หาย ๆ ก็ไม่ควรชะล่าใจ ยิ่งหากมีอาการปวดท้องร่วมกับความผิดปกติอื่น ๆ
วิธีการตรวจคัดกรองอาการปวดท้อง ร่วมกับ ความผิดปกติอื่นๆ สามารถตรวจได้ดังนี้
นอกจากนี้ยังมีอาการทางเดินอาหารและตับที่สัมพันธ์กับอาการปวดท้องร่วมด้วย ได้แก่ ภาวะไขมันพอกตับ สืบเนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป เช่น การรับประทานของทอด ของมัน แป้ง น้ำตาล และอาหารไขมันสูง ร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ นำไปสู่การเกิดไขมันสะสมที่ตับ กลายเป็นภาวะไขมันพอกตับ จนนำไปสู่การเกิดพังผืดที่ตับซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและเสี่ยงต่อมะเร็งตับได้ในที่สุด
ซึ่งภาวะไขมันพอกตับสามารถตรวจได้ด้วยเครื่องไฟโบรสแกน(Fibroscan) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินปริมาณไขมันในตับรวมถึงระดับพังผืดในเนื้อตับ และตับแข็งโดยเฉพาะ โดยจะใช้เวลาเพียงแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น ในขณะตรวจอาจจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับปลายหัวตรวจเล็กน้อยเท่านั้น
อาการเหล่านี้จะต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ทำให้รักษาได้ตรงจุด และจะส่งผลให้ประสบผลสำเร็จด้านการรักษามากยิ่งขึ้น ปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ได้ที่กล่องข้อความด้านล่างได้เลยค่ะ