EN

ไขมันพอกตับ กลุ่มโรคกินดีอยู่ดีที่สร้างปัญหา

ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ

บทความโดย : นพ. สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์

ไขมันพอกตับ กลุ่มโรคกินดีอยู่ดีที่สร้างปัญหา

ไขมันพอกตับ นับว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสัมพันธ์กับโรคหลายอย่างที่เรียกว่า อาการเมตาบอลิค หรือภาวะกลุ่มโรคเดียวกับ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ที่เรียกว่า กลุ่มโรคกินดีอยู่ดี โดยมีลักษณะอาการคล้ายกันในกลุ่มโรคเดียวกัน ซึ่งเกิดจากการที่เราบริโภคไขมัน น้ำตาล ของหวาน หรือบริโภคแป้งมากเกินไป พอร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะสะสมเป็นไตรกลีเซอไลน์ในเซลล์ตับ พอถึงวันดีคืนดี ก็จะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ซึ่งสาเหตุแท้จริงก็ยังไม่ชัดเจนว่า สาเหตุใดที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับขึ้นมาได้ เพราะว่าผู้ที่เป็นไขมันพอกตับบางคน เช่น คนอ้วนที่ตรวจอัลตร้าซาวน์ตับ พบว่ามีไขมันพอกตับ แต่การตรวจวัดค่าตับ ยังมีค่าปกติอยู่ ก็มีการพบได้


จัดแบ่งประเภทไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีอาการไขมันพอกตับ กับ กลุ่มที่มีค่าตับปกติ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ล้วนมีความเสี่ยงของตับอักเสบเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงสูงมากกว่าในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังดูแลเป็นพิเศษ แต่ว่าทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ว่าจะมีตับอักเสบ หรือไม่มีตับอักเสบ ถ้าทำอัลตร้าซาวน์แล้วพบว่า มีไขมันพอกตับแล้ว ก็ต้องระวัง ต้องงดเรื่องการบริโภคของหวานของมัน หรือแป้ง และจำเป็นต้องออกกำลังกาย รวมทั้งคุมน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนใหญ่ผู้ที่มีไขมันพอกตับ จะไม่ค่อยมีอาการอะไร โดยอาจจะมีอาการอื่นมากกว่า เช่น บางคนอาจมีตับโต มีอาการจุกเสียดใต้ชายโครงได้บ้าง แต่ก็มีอาการที่ไม่ค่อยได้พบบ่อย โดยกรณีของผู้ที่ตรวจพบว่า มีอาการไขมันพอกตับ จะทราบเมื่อมาตรวจร่างกาย จนพบว่ามีไขมันพอกตับ เช่น เป็นโรคอื่นแล้วมาทำการตรวจ นอกจากเรื่องเกี่ยวภาวะเมตาบอลิค ก็ยังเกิดจากเหตุอื่นได้ เช่น ผู้ที่ดื่มเหล้า โดยโรคตับที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้า ก็จะเริ่มต้นผ่านจากระยะที่มีไขมันพอกตับได้เช่นกัน หรือว่ายาบางอย่าง ก็มีผลทำให้เป็นไขมันพอกตับได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเกิดขึ้นจากภาวะของการกินเป็นหลัก


ไขมันพอกตับ ต้องเฝ้าระวัง

โรคไขมันพอกตับ หากไม่ได้มีอาการอักเสบของตับ ก็จะไม่มีอาการใดใด ถ้ามีอาการอักเสบของตับ ก็จะมีอาการจุก แน่น เสียดใต้ชายโครง ส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการอักเสบมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นลักษณะเรื้อรังมากกว่า จากเดิมเชื่อว่าโรคนี้ ไม่ได้ทำให้เป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ แต่ปัจจุบันเรามีข้อมูลเยอะขึ้น พบว่าเป็นเหตุให้เกิดตับแข็ง และในระยะยาวพอมีอายุมากขึ้นสัก 60-70 ปี เกิดเป็นอาการตับแข็ง หรือเกิดมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับได้เหมือนกัน จึงมีความสำคัญในการต้องเฝ้าระวัง

แม้ว่าจะมีสัดส่วนไม่ได้สูงมาก เมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี หรือภาวะตับแข็งจากการดื่มเหล้า แต่ก็มีโอกาสในเปอร์เซ็นต์ที่พบว่ามากขึ้น แต่เนื่องจากข้อมูลยังไม่มากพอ จึงไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่พบได้เยอะขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่า เป็นมะเร็งตับโดยที่ไม่ได้มีสาเหตุอะไร ไม่ได้เป็นจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี โดยวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจน คือ ปรับเรื่องพฤติกรรมการกิน งดอาหารที่มีของหวาน งดอาหารที่มีไขมันสูง งดแป้ง และที่สำคัญคือเรื่องของการคุมน้ำหนัก ซึ่งส่วนใหญ่เราจะพบในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเยอะ


ควบคุมน้ำหนักดี มีผลอย่างไร?

การที่เรามีน้ำหนักเยอะขึ้น แสดงว่าเราบริโภคอาหารพวกแป้ง พวกไขมันเยอะขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่บ่งชี้ได้ และ มีการศึกษาพบว่า หากเราลดน้ำหนักได้ การทำงานของตับก็จะทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้นการลดน้ำหนักจะไปช่วยในแง่ที่ว่า ร่างกายได้ออกกำลังกายมากขึ้น มีกิจกรรมมากขึ้น คนที่นั่งๆนอนๆ ทำงานออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ออกแรงอะไร คนกลุ่มนี้ก็จะอยู่ในความเสี่ยงที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มมากขึ้น หรือ กลุ่มผู้บริโภคอาหารฟาส์ตฟู้ตส์ ถ้าทำงานในออฟฟิศ อาจต้องมีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น เดินขึ้นลงบันได โดยไม่ใช้ลิฟต์ ก็จะช่วยได้ เพราะมีการออกแรงมากกว่านั่งเฉยๆ

โดยในส่วนที่สำคัญ คือ การคุมเรื่องทานอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มีอาการตับอักเสบ กับ ไขมันพอกตับ ถ้ามีการคุมอาหาร การออกกำลังกาย ก็จะทำให้ค่าตับลดลงได้ โดยเมื่อมีการติดตามอัลตร้าซาวน์ตับครั้งต่อไป ในบางคนก็มีอาการดีขึ้น หลังจากมีภาวะไขมันพอกตับ ก็จะต้องดูแลร่างกายโดยตลอด เพราะหากเผลอไปบริโภคเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ก็อาจทำให้เกิดอาการกลับมาได้อีก โดยในปัจจุบันยังไม่มียาตัวใด ที่เรียกว่า ได้ผลดีในการรักษาไขมันพอกตับ เท่ากับการปรับพฤติกรรมของผู้ประสบปัญหา


ตับแข็ง เสี่ยงเกิดมะเร็งตับ

นอกจากเรื่องของไขมันพอกตับ ก็ยังมีเรื่องสาเหตุอื่นที่ทำให้ตับแข็ง ซึ่งที่พบบ่อย คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และ แอลกอฮอล์ หรือการดื่มเหล้า เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะโรคตับแข็ง โดยเมื่อเกิดตับแข็ง ก็ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งตับเพิ่มสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้ โดยคนที่เป็นตับแข็งในช่วงแรกจะไม่ค่อยมีอาการอะไร ถ้าเกิดตับยังไม่ได้เสียไปจนเยอะ เนื่องจากว่าตับเป็นอวัยวะที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในร่างกาย เพราะฉะนั้นกว่าที่ตับจะเสีย หรือ เกิดอาการตับแข็ง คือเกิดอักเสบเรื้อรังจนมีพังผืดขึ้นในตับ ซึ่งพังผืดจะทำให้ตับทำงานแย่ลง ทำให้เซลล์ตับตายไป แล้วเกิดเป็นพังผืด การทำงานของตับก็จะแย่ลง ตับก็แย่ลง ซึ่งหากตับเสียไปเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จึงจะเริ่มมีอาการให้เห็น เพราะตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ ดังนั้นต้องเสียหายไปพอสมควร จึงจะเริ่มมีอาการให้เห็น

สำหรับผู้ที่มีอาการตับแข็ง เช่น อาการท้องมาน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่ค่อยมีแรง ตาเหลือง ตัวเหลือง ผอม พุงโล บางคนซึ่งเกิดขึ้นในผู้ชายก็อาจจะมีอาการขนตามตัวร่วง ตรวจร่างกายก็จะพบว่า ตาเหลือง ตัวเหลือง มีนิ้วปุ้ม มีเส้นเลือดขยายตัวหน้าอกหรือตามหัวไหล่ เหมือนเป็นเส้นใยแมงมุม เป็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ บางคนก็มีน้ำในท้อง ซึ่งมีโอกาสที่จะติดเชื้อง่าย บางคนก็ภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือดได้

หากอยากรู้ว่า เราจะมีภาวะตับแข็ง เราต้องมาตรวจว่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นตับแข็งหรือไม่อย่างไร เช่น ไขมันพอกตับหรือไม่ เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ ดื่มเหล้าประจำหรือไม่ ส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการใหม่ๆ จะไม่มีอาการใดใด ส่วนใหญ่จะตรวจพบ หรือทราบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น มีค่าตับผิดปกติ ตรวจพบว่า มีไวรัสตับอักเสบบี มีไวรัสตับอักเสบซี หรือ มีไขมันพอกตับ ถ้าติดตามในคนไข้กลุ่มนี้ ก็จะมีการพัฒนาเป็นตับแข็งได้ แต่ถ้าเกิดเรามีความเสี่ยงในโรคกลุ่มนี้ ก็อาจต้องมาคอยตรวจเช็คตับ เป็นระยะ หรือทำการอัลตร้าซาวน์เป็นระยะๆ

ปัจจุบันมีการตรวจที่ชัดเจนมากขึ้นกว่า การทำอัลตร้าซาวน์ คือ ไฟโบสแกน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีใช้มาไม่นานนี้ ในช่วงระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนที่ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง และช่วยดูในเรื่องไขมันในตับได้ด้วย แต่ก่อนการวินิจฉัยตับอักเสบ หรือไขมันพอกตับ สมัยก่อนหากจะดูว่า ตับแข็งมากน้อยเพียงใด จะต้องใช้วิธีการเจาะเนื้อตับออกมาดู โดยใช้เข็มเจาะเนื้อตับออกมา เพื่อให้คุณหมอพยาธิแพทย์อ่านชิ้นเนื้อตับ และดูว่ามีตับแข็งรุนแรงเพียงใด ปัจจุบันเนื่องจากว่า การเจาะชิ้นเนื้อตับมีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ จึงมีการใช้เครื่องมือไฟโบสแกนมาทดแทน เลยมีการเจาะตับลดลง มีเครื่องมือที่ปลอดภัยขึ้น ได้ผลดีน่าเชื่อถือ

โดยถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะนำมาวินิจฉัยอาการตับแข็ง กับ ไขมันพอกตับได้ ถ้าเป็นตับแข็ง จะมีวิธีการรักษาอย่างอื่นหรือไม่ มีเพียงวิธีการเดียวคือการเปลี่ยนตับ การรักษาอย่างอื่นนั้น ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเป็นเยอะแล้ว หรือเลยจุดที่เรียกว่า ตับจะฟื้นตัวได้ การใช้ยาก็เป็นเพียงการประคับประคองเท่านั้น ไม่ให้ตับแย่ลง แล้วก็รอเปลี่ยนตับ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ตัวเหลือง ติดเชื้อ แต่ว่าโอกาสที่ตับจะฟื้น 100 เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่มีแล้ว ถ้าตับแข็งไปแล้ว ต้องรอเปลี่ยนตับเพียงอย่างเดียว

ถ้าเกิดตับไม่ถึงกับแข็ง แต่ว่าเป็นอักเสบเรื้อรังระยะต้น ต้องพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลาย เช่น ต้องหยุดดื่มเหล้า ต้องออกกำลังกาย และต้องคุมอาหาร เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ก็ต้องดูว่า เรามีข้อบ่งชี้ว่าได้ยาในการรักษาหรือไม่ ปัจจุบันก็มียาที่ใช้ในการรักษา ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบซี มียาที่ใช้ในการรักษาจนหายขาดได้แล้ว ถ้ามีภาวะความเสี่ยง ต้องป้องกันไม่ให้เป็นภาวะตับแข็ง


รู้หรือไม่ ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ และ ตับแข็ง

  • ไขมันพอกตับ คือ กลุ่มโรคเดียวกับ โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง
  • อาการเมตาบอลิค คือภาวะกลุ่มโรคที่เรียกว่า กลุ่มโรคกินดีอยู่ดี
  • ปัจจุบันยังไม่มียาตัวใด ที่ได้ผลดีในการรักษาไขมันพอกตับ เท่ากับการปรับพฤติกรรม
  • ความเสี่ยงที่ทำให้ตับแข็ง ซึ่งพบบ่อยคือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และ การดื่มแอลกอฮอล์
  • หากมีความเสี่ยงในโรคตับแข็ง ต้องมาคอยตรวจเช็คตับเป็นระยะ เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่เบื้องต้น
  • หากตับอักเสบ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด ต้องหยุดดื่มเหล้า ออกกำลังกาย คุมอาหาร

Share :

บทความทางการแพทย์ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอคอนเทนต์และโฆษณาที่ท่านอาจสนใจเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์ของเราต่อไปโดยไม่ได้ปรับการตั้งค่าใดๆ เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์ของเรา คลิกเพื่อดูข้อเพิ่มเติม