โรคอีโบลา โรคติดต่อรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวัง เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีป้องกัน

ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพนครธน

บทความโดย : พญ. สุทธิพร ประภาโส

โรคอีโบลา

โรคอีโบลา โรคติดต่อรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวัง เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีป้องกัน

ในยุคที่การคมนาคมไร้พรมแดนและการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายโรคติดต่ออุบัติใหม่หรือโรคระบาดจากต่างแดนจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม หนึ่งในโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงคือ โรคอีโบลา (Ebola virus disease) แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ภายในประเทศไทย แต่การเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือการนำเข้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย ก็อาจเป็นชนวนเหตุที่นำพาเชื้อนี้เข้ามาได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของโรค วิธีการแพร่เชื้อ สัญญาณเตือนของร่างกาย และแนวทางการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณและคนรอบข้างปลอดภัยจากไวรัสอันตรายชนิดนี้


โรคอีโบลา (Ebola virus disease) คืออะไร?

โรคอีโบลา จัดอยู่ในกลุ่มโรคชนิดเดียวกับโรคไข้เลือดออก (virus haemorrhagic fever) โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไวรัสอีโบลา (Ebola Virus) ซึ่งถือเป็นโรคติดต่อที่มีความรุนแรงและเฉียบพลัน ไวรัสอีโบลามีหลายสายพันธุ์ แต่มี 3 สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus), สายพันธุ์ซูดาน (Sudan ebolavirus) และสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo ebolavirus)พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ส่วนใหญ่และพบได้มากจะอยู่ในแถบภูมิภาคแอฟริกา ความน่ากลัวของโรคนี้อยู่ตรงที่ หากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาเข้าไปแล้ว อาการของโรคสามารถทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

> กลับสารบัญ


เชื้อไวรัสอีโบลาติดต่อได้อย่างไร? ช่องทางการแพร่เชื้อที่ต้องระวัง

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งคือหลายคนคิดว่าโรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางอากาศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไวรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อทางอากาศได้ง่าย แต่มีช่องทางการแพร่กระจายเชื้อหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. การสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง (Direct Contact)การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายไปสัมผัสโดยตรงผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือผ่านทางเยื่อบุชุ่ม (เช่น ดวงตา จมูก ช่องปาก) กับสารคัดหลั่งและของเหลวจากร่างกายของผู้ป่วย ได้แก่ เลือด น้ำลาย เหงื่อ สิ่งคัดหลั่ง หรืออวัยวะต่างๆ
  2. การสัมผัสสัตว์ป่าที่ติดเชื้อหรือซากสัตว์โดยสัตว์ที่พบหลักฐานการติดเชื้อในแอฟริกา ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ และค้างคาวสายพันธุ์ต่างๆ ลิง และลิงชิมแปนซี กอริลลา แอนติโลปป่า (สัตว์กีบคู่ตระกูลวัวและควาย) และ เม่น
  3. การสัมผัสสิ่งแวดล้อม สิ่งของ เสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ป่วย
  4. การสัมผัสศพของผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลา

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

อาการโรคอีโบลา และระยะฟักตัวของโรค

ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) หรือระยะเวลาตั้งแต่ร่างกายเริ่มรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งเริ่มแสดงอาการ จะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 21 วัน โดยลักษณะอาการจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะเด่นชัด ดังนี้

  1. อาการในระยะแรก (สัปดาห์แรกของการแสดงอาการ) ผู้ติดเชื้อจะมีอาการเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ซึ่งต้องสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด ได้แก่
    • มีไข้สูงเฉียบพลันทันที
    • มีอาการอ่อนเพลียมาก
    • ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
    • มีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย มีอาการเจ็บคอ
  2. อาการในระยะที่สอง (ระยะรุนแรง) หากโรคพัฒนาเข้าสู่ระยะที่สอง อาการจะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะภายใน
    • มีอาการท้องเสีย และอาเจียน
    • มีผื่นนูนแดงขึ้นตามผิวหนัง
    • ระบบการทำงานของตับและไตเริ่มมีความบกพร่อง
    • การตกเลือด (Haemorrhage) ในผู้ป่วยบางรายจะพบอาการเลือดออกรุนแรง ทั้งภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย
    • ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Test) จะพบปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ และมีระดับเอนไซม์ตับที่สูงกว่าปกติ

> กลับสารบัญ


แนวทางการรักษาโรคอีโบลาในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีวัคซีนและยากลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies) ที่ได้รับการรับรองสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์เท่านั้นแนวทางการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการและประคับประคองอาการ ร่วมกับการใช้ยาต้านเชื้อโรคตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อซ้ำซ้อนในระบบอื่นๆ ของร่างกาย

> กลับสารบัญ


วิธีป้องกันโรคอีโบลา สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีประวัติการแพร่ระบาดส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่แถบแอฟริกา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ยูกันดา หรือประเทศที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ เช่น แองโกลา บุรุนดี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง สาธารณรัฐคองโก เอธิโอเปีย เคนยา รวันดา เซาท์ซูดาน แทนซาเนีย และแซมเบีย เป็นต้น ควรปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดดังนี้

  • ติดตามข่าวสาร คอยอัปเดตข้อมูลสถานการณ์โรคระบาดที่เป็นทางการจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO), Africa CDC และ กระทรวงสาธารณสุขอยู่เสมอ
  • ซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการรักษากรณีเกิดอาการเจ็บป่วย และการเคลื่อนย้านฉุกเฉินในกรณีที่จำเป็น
  • ล้างมือบ่อยๆ หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส งดการใกล้ชิดหรือสัมผัสตัวผู้ป่วย สารคัดหลั่งของผู้ป่วย ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องใช้ของผู้ติดเชื้อ
  • จัดการอาหารอย่างถูกสุขอนามัย ควรล้างหรือปอกเปลือกผลไม้และผักให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการไปร่วมพิธีศพ หรือสัมผัสร่างกายและสารคัดหลั่งจากศพของผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้
  • ห้ามสัมผัสสัตว์ป่า ไม่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งที่ยังมีชีวิตหรือตายแล้ว โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว
  • ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ไม่รับประทานอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ป่าทุกชนิด
  • ลดการสัมผัสใบหน้า ไม่ใช้มือที่ยังไม่ได้ล้างสะอาดมาล้วง แคะ แกะ เกาบริเวณจมูก หรือขยี้ตา เพื่อป้องกันเชื้อเข้าสู่เยื่อบุผิว
  • ห้ามซื้อยากินเอง เวลาเจ็บป่วยด้วยอาการไข้ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเด็ดขาด เพราะอาจบดบังอาการหรือทำให้อาการแย่ลง

ทั้งหากคุณเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ภายในระยะเวลา 21 วัน แล้วพบว่าตนเองเริ่มมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หรือเจ็บคอ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยและแยกโรคที่รวดเร็ว

> กลับสารบัญ



คำถามที่พบบ่อย (FAQs) โรคอีโบลา

1:โรคอีโบลาสามารถติดต่อกันทางอากาศเหมือนไข้หวัดใหญ่ได้ไหม?

ตอบ: ไม่ได้ ไรรัสอีโบลาไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายทางอากาศเหมือนระบบทางเดินหายใจทั่วไป การติดเชื้อจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสโดยตรง กับของเหลวหรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย เช่น เลือด น้ำลาย เหงื่อ ปัสสาวะ ของผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อเท่านั้น

2:หากหายป่วยจากโรคอีโบลาแล้ว จะยังสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีกหรือไม่?

ตอบ: ยังสามารถแพร่เชื้อได้ ผู้ป่วยที่หายดีแล้วจะยังคงอยู่ในระยะติดต่อตราบเท่าที่สารคัดหลั่งหรือเลือดในร่างกายยังมีเชื้อไวรัสอยู่ โดยเฉพาะในผู้ชายที่หายป่วยแล้ว เชื้อไวรัสอีโบลายังสามารถแฝงตัวและแพร่ผ่านทางน้ำอสุจิได้ยาวนานมากกว่า 1 ปี หลังจากเริ่มมีอาการป่วย ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังและตรวจเช็กจนกว่าจะปลอดภัย

3:สัตว์ชนิดใดบ้างที่เป็นพาหะหลักในการนำเชื้อไวรัสอีโบลามาสู่คน?

ตอบ: สัตว์ป่าที่เป็นพาหะหลักและพบบ่อยในพื้นที่ระบาด ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ สัตว์จำพวกลิง (เช่น ลิงชิมแปนซี กอริลลา) รวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ เช่น แอนติโลปป่า และเม่น การไปสัมผัสตัว ซากสัตว์ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

> กลับสารบัญ


แม้ว่า โรคอีโบลา จะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่โรคนี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางอากาศเหมือนโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ตราบใดที่เราตระหนักรู้ถึงช่องทางการแพร่เชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และปฏิบัติตามสุขอนามัยพื้นฐานอย่างการล้างมือเป็นประจำ ความเสี่ยงในการติดโรคนี้ก็จะลดลงไป



พญ.สุทธิพร ประภาโส พญ.สุทธิพร ประภาโส

พญ.สุทธิพร ประภาโส
เวชปฏิบัติทั่วไป/แพทย์ศูนย์สุขภาพ
ศูนย์สุขภาพนครธน

นัดหมายแพทย์

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย