EN

เตือนภัย ไวรัส RSV โรคระบาดที่อาจคร่าชีวิตลูกน้อย

ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก

บทความโดย :

เตือนภัย ไวรัส RSV โรคระบาดที่อาจคร่าชีวิตลูกน้อย

หากใครได้ติดตามข่าวสารไม่ว่าจะเป็นในทีวี เว็บไซต์ หรือตามหน้าเฟซบุ๊ก มักจะเห็นข่าวการเจ็บป่วย รวมไปถึงเสียชีวิตของเด็กที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส RSV ที่กำลังระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมตัวรับมือป้องกันลูกน้อยจากไวรัสชนิดนี้ได้อย่างทันท่วงที


ไวรัส RSV คืออะไร?

ไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ สามารถแพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม โดยเบื้องต้นผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และหายได้เองในเวลา 1-2 สัปดาห์ ซึ่งไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้กับคนทุกวัย แต่พบมากในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นวัยที่มักเกิดอาการรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อน หรืออาจพัฒนาไปสู่โรคขั้นรุนแรงที่ส่งผลให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ เช่น โรคปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น ซึ่งจะมีอาการ ไอมาก ไอจนอาเจียน นอนไม่ได้ มีเสมหะครืดคราด อ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ได้ มีอาการขาดน้ำ ซึ่งสังเกตได้จากปัสสาวะลดลง หรือในบางรายอาจรุนแรงจนมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจอกบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ

หากลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

  • ประสบภาวะขาดน้ำ สังเกตได้จากตอนร้องไห้จะไม่มีน้ำตาไหลออกมา
  • เสมหะเป็นสีเทา สีเขียว หรือสีเหลือง
  • หายใจลำบาก หายใจเร็วกว่าปกติ หรือเหนื่อยหอบ
  • มีน้ำมูกเหนียว
  • ปลายนิ้วหรือปากเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ่งเกิดจากภาวะขาดออกซิเจน
  • เด็กทารกที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • มีอาการเซื่องซึม เบื่ออาหาร

พญ.วราลี ผดุงพรรค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชกรรมและกุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลนครธน ได้กล่าวว่า แม้ผู้ติดเชื้อไวรัส RSV จะมีอาการคลายเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ก็มีข้อแตกต่างระหว่างไข้หวัดและไวรัส RSV ที่เราสามารถสังเกตได้ ดังนี้

  • ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา ไข้มักไม่สูงมาก ผ่านไป 2-3 วัน อาการจะดีขึ้น แต่หากติดไวรัส RSV อาจจะมีไข้สูงถึง 39-40 องศา และมักเป็นยาวนานถึง 5-10 วัน
  • ไวรัสชนิดนี้มักลงทางเดินหายใจส่วนล่างในทารกและเด็ก อาจทำให้ปอดบวม ปอดอักเสบ และหลอดลมอักเสบได้ คือมีอาการไอมาก ไอจนอาเจียน หายใจหอบ
  • ถ้าเป็นไข้หวัดทั่วๆ ไป ผ่านไป 2-3 วัน อาการมักดีขึ้น แต่ถ้าเป็นเชื้อไวรัส RSV 3-4 วันผ่านไป อาการมักจะแย่ลง คือไอเยอะขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุการติดเชื้อไวรัส RSV?

ในส่วนของสาเหตุการติดเชื้อไวรัส RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ โดยไวรัสเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ ในประเทศไทยมักพบเชื้อไวรัส RSV ได้บ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งไวรัสจะมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยอาศัยอยู่ตามวัตถุต่าง ๆ และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอ หรือการจาม


การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัส RSV

พญ. วราลี ผดุงพรรค ได้ให้ข้อมูลว่าจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส RSV แพทย์จะทำการตรวจด้วยการใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณจมูกหรือคอ เพื่อเอาตัวอย่างของน้ำมูกและเสมหะไปส่งตรวจ รอผลประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ทราบผล


การรักษาโรคไวรัส RSV?

ในส่วนของการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัส RSV เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ ด้วยการทานยาลดไข้ ทานยาแก้ไอละลายเสมหะ หากมีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ อาจต้องพ่นยา เคาะปอดระบายเสมหะหรือดูดเสมหะ เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น


การป้องกันไวรัส RSV?

แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัส RSV แต่เราทุกคนก็สามารถปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไวรัส RSV ได้ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เช่น ก่อนมื้ออาหาร หลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดและทารกในช่วงอายุ 1-2 เดือนแรกสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ทิชชูที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทารกที่สูดดมควันบุหรี่เข้าไปมีความเสี่ยงที่จะมีอาการที่รุนแรงได้มากกว่า
  • ทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ เพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้เช่นกัน

ด้วยสภาพแวดล้อมของประเทศไทยที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โรคต่าง ๆ ก็มีมากมาย ทุกคนต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อย รวมถึงผู้ที่ดูแลเด็กเล็ก ๆ ควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดและดูแลน้องให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ หากมีอาการเข้าข่ายว่าติดเชื้อ RSV ควรรีบพามาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป อาการเด็กอาจย่ำแย่ลง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


Share :

บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพเด็ก

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอคอนเทนต์และโฆษณาที่ท่านอาจสนใจเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์ของเราต่อไปโดยไม่ได้ปรับการตั้งค่าใดๆ เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์ของเรา คลิกเพื่อดูข้อเพิ่มเติม