Center : ศูนย์ศัลยกรรม
Article by : Dr. Numchai Manaboriboon30 March 2022

คุณมีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่?
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- ติดเชื้อเรื้อรังทางเดินปัสสาวะ
- ปัสสาวะบ่อยและปวดหน่วงเวลาถ่ายปัสสาวะ
ผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ปัสสาวะบ่อยมากผิดสังเกตหรือปวดหน่วงมากเวลาถ่ายปัสสาวะ ซึ่งอาการทั้งหลายเหล่านี้ที่เกิดขึ้นถือเป็น สัญญาณเตือนของร่างกายเราถึงภาวะผิดปกติทั้งจากโรคร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ซึ่งถ้าตรวจพบอย่าง รวดเร็วจะสามารถทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้นหากพบภาวะดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย บางครั้งแพทย์ศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะอาจจำเป็นต้องหาต้นตอ โดยการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) เพื่อดูลักษณะเยื่อบุและสิ่งผิดปกติภายในท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยในผู้ป่วยแต่ละรายได้แม่นยำขึ้น
สารบัญ
ปัสสาวะเป็นเลือด ผู้ป่วยจะมีสีน้ำปัสสาวะเปลี่ยนไปเป็นสีแดง ชมพู หรือดำคล้ำคล้ายสีโค้ก และอาจมีอาการอื่นๆ ของปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการได้
สาเหตุที่ปัสสาวะเป็นเลือด
สาเหตุของการมีปัสสาวะเป็นเลือด อาจเกิดจากการที่มีรอยโรคใน เนื้อไต กรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากในผู้ชายและ ท่อปัสสาวะ ที่ทำให้มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต การได้รับบาดเจ็บบริเวณทางเดินปัสสาวะ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โรคไต โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือโรคมะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงปัสสาวะเป็นเลือด
การตรวจวินิจฉัยอาการปัสสาวะเป็นเลือด
นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว แพทย์อาจจะตรวจพิเศษ อื่น ๆ เช่น การตรวจปัสสาวะ และการเพาะเชื้อในปัสสาวะ การตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการติดเชื้อที่ทำให้มีอาการปัสสาวะเป็นเลือด การทำอัลตราซาวด์ หรือ CT Scan รวมไปถึง การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) เพื่อดูลักษณะเยื่อบุและสิ่งผิดปกติภายในท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ
การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) เป็นหัตถการเพื่อตรวจเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ด้วยการสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะได้ โดยการส่องกล้องนี้จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ซิสโตสโคป (Cystoscope) ซึ่งเป็นท่อยาวที่มีกล้องและไฟอยู่ที่ปลายท่อ เครื่องมือนี้มีทั้งแบบที่ยืดหยุ่น (Flexible Cystoscope) และแบบตรง (Rigid Cystoscope) ทั้งสองแบบจะมีช่องพิเศษที่สามารถใส่อุปกรณ์ชิ้นเล็ก เพื่อเข้าไปทำหัตถการภายใน เพื่อวินิจฉัย ติดตามและรักษาโรคหรือความผิดปกติของท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะได้อย่างชัดเจน
กล้องซิสโตสโคป (Cystoscope) สามารถแบ่งได้ 2 แบบ ได้แก่
เมื่อมีข้อบ่งชี้สงสัย หรือมีอาการในความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ แพทย์จะใช้การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะเพื่อช่วยในตรวจการวินิจฉัยโรค หรือหาสาเหตุของอาการต่างๆ อาทิ
แพทย์จะสอดเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นท่อยาวขนาดเล็ก เรียกว่า ซิสโตสโคป (Cystoscope) ผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะที่ปลายท่อจะมีกล้องที่ทำหน้าที่ขยายภาพพร้อมไฟส่อง โดยแพทย์จะใช้น้ำเกลือหรือสารละลายปลอดเชื้อเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะเพื่อให้โป่งออกและสามารถเห็นภาพภายในได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกแสบและปวดเล็กน้อย จะรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องรอจนกว่าการตรวจจะแล้วเสร็จ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-15 นาที
โดยระหว่างการส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อในกระเพาะปัสสาวะออกมาส่งตรวจทางพยาธิวิทยาหรือทำหัตถการอื่นๆ เพิ่มเติมได้
หลังจากส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ และควรดื่มน้ำให้มากเพื่อลดการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
ทั้งนี้การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ เป็นโปรแกรมการตรวจและรักษาที่มีความเสี่ยงต่ำและภาวะแทรกซ้อนน้อย แต่ผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง อาทิ
ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตลักษณะของปัสสาวะ และอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะที่อาจเกี่ยวข้อง หากพบปัญหา มีอาการ หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างนิ่งนอนใจ ควรรีบมาพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน หากมีความผิดปกติจะได้สามารถแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ได้