Center : ศูนย์สุขภาพเด็ก
Article by : Dr. Nilobon Saengsawang26 August 2020

อาการนอนกรนในเด็กเป็นภาวะที่หลายครอบครัวอาจมองข้ามหรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่แท้จริงแล้วเสียงกรนเกิดจากการอุดกั้นบางส่วนของทางเดินหายใจ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์โต ภาวะน้ำหนักเกิน หรือความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าและทางเดินหายใจ โดยภาวะนอนกรนในเด็กไม่เพียงแต่รบกวนคุณภาพการนอนหลับ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ เช่น ทำให้เด็กเหนื่อยง่าย สมาธิสั้น ผลการเรียนลดลง หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ แม้ในบางกรณีการกรนอาจไม่รุนแรง แต่หากเกิดเป็นประจำหรือมีอาการร่วม เช่น หยุดหายใจขณะหลับ นอนกระสับกระส่าย หรือมีพัฒนาการช้า ก็อาจบ่งบอกถึงภาวะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ดังนั้น การสังเกตและทำความเข้าใจถึงความสำคัญของอาการนอนกรน จึงเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่การพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายและพัฒนาการ
สารบัญ
อาการนอนกรน เป็นได้ตั้งแต่เด็ก โดยเสียงกรนเป็นอาการที่บ่งบอกว่ากำลังมีการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่จมูก ช่องลำคอ โคนลิ้น หรือบางส่วนของกล่องเสียง ซึ่งเกิดการหย่อนตัวลงในขณะนอนหลับ หากมีการนอนกรนมากจนมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) อาจทำให้เด็กมีความผิดปกติทางพัฒนาการ ทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา ส่งให้ผลการเรียนแย่ลงหรือมีปัญหาสังคมตามมาได้ นอกจากนี้หากเป็นรุนแรงมากอาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจได้อีกด้วย
แพทย์ต้องอาศัยทั้งประวัติการตรวจร่างกาย อาจต้องใช้การตรวจเพิ่มเติม เช่น การ X-ray บริเวณศีรษะด้านข้างเพื่อดูความกว้างของทางเดินหายใจและขนาดต่อมอะดีนอยด์ และหากทำได้ อาจตรวจการนอนหลับ (sleep test) เพื่อตรวจวัดระดับออกซิเจนใน เลือด ระบบหายใจ รวมถึงคุณภาพการนอนหลับ
ดังนั้น เมื่อบุตรหลานมีความผิดปกติดังข้างต้นที่กล่าวมา ควรพามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน และช่วยคลายความกังวลของผู้ปกครองได้
พญ.นิโลบล แสงสว่าง
กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน/กุมารเวชศาสตร์
ศูนย์สุขภาพเด็ก