ศูนย์ : ศูนย์กระดูกและข้อ
บทความโดย : นพ. นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์5 พฤษภาคม 2022

ข้อเท้าเสื่อม เป็นภาวะที่พบได้ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีอายุน้อย เนื่องจากเป็นอวัยวะที่จะต้องรองรับน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้ง วิ่ง เดิน ยืน และกระโดด ซึ่งหากใช้เท้าทำงานหนัก ไม่ระมัดระวัง พอนานวันเข้าจะส่งผลให้ปวดข้อเท้า ข้อเท้าอักเสบ กลายเป็นข้อเท้าเสื่อมได้ แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ข้อเท้าเสื่อมเร็วกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีประวัติบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นกระดูกข้อเท้าหัก เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บหรือข้อเท้าไม่มั่นคง โดยโรคนี้หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสียการทรงตัวและล้มง่ายในที่สุด
สารบัญ
ข้อเท้าเสื่อม เป็น ภาวะที่กระดูกอ่อนในข้อเท้าค่อยๆ สึก และเสื่อมไปอย่างช้าๆ ทำให้ผิวสัมผัสบริเวณข้อเท้าจากเดิมที่เคยเรียบและลื่น กลายมาเป็น ขรุขระและฝืด ถ้าเป็นมากๆ ชั้นกระดูกอ่อนที่วางตัวป้องกันกระดูกแข็งอยู่ที่ผิวข้อจะสึกออกจนหมดชั้น เกิดกระดูกแข็งเสียดสีกันขึ้น ขณะขยับข้อเท้า จะทำให้เกิดอาการปวดเสียวข้อเท้ามาก รวมถึงเกิดภาวะกระดูกงอกตามมาได้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเท้าเสื่อม มีหลากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะเป็นอุบัติเหตุบริเวณข้อเท้าที่ค่อนข้างแรงในอดีต หรือไม่ก็มีโรคประจำตัวที่ทำให้เกิดข้อเท้าอักเสบได้ง่าย ดังนี้
อาการเริ่มต้นของข้อเท้าเสื่อม ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวด บวม หรืออาจมีอาการข้อเท้าติดร่วมด้วย ดังนี้
ทั้งนี้ ในรายที่ข้อเท้าเสื่อมรุนแรงจะมีอาการปวดทุกครั้งที่ลงน้ำหนักหรือก้าวเดิน ทำให้การเดินไม่มั่นคง มีโอกาสล้มง่ายและเสี่ยงกระดูกหัก อีกทั้งความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยไม่อยากเดิน ซึ่งอาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
สำหรับโรคข้อเท้าเสื่อม ผู้ที่มีอาการปวดจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยหาจุดกดเจ็บ ตรวจพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเท้า โดยแพทย์จะให้เอกซเรย์เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค
ด้านการรักษาโรคข้อเท้าเสื่อม ในระยะแรกแพทย์จะให้เริ่มทำกายภาพบำบัด ใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าและตัดรองเท้าที่รองรับกับสรีระเท้า การรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อเท้าและยาบำรุงผิวข้อ ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดลงได้ รวมถึงการออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อยืดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น พร้อมทั้งให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การลดน้ำหนัก การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดข้อเท้า และการออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทกข้อเท้าอย่างการปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น
แต่ถ้ารักษาด้วยวิธีประคับประคองมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วยังไม่ได้ผล อาการไม่ดีขึ้น หรืออาการรุนแรงกว่าเดิมจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัด ซึ่งแบ่งออกเป็น การผ่าตัดแก้แนวข้อเท้า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมและการผ่าตัดเชื่อมข้อ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของโรค
การรักษาข้อเท้าเสื่อมที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้ข้อเท้าเสื่อมตั้งแต่แรก เพราะหากข้อเท้าเสื่อมแล้วจะไม่สามารถทำให้กลับไปเป็นข้อที่ปกติได้ โดยวิธีการลดความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
หากใครมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าเสื่อม หรือมีอาการผิดปกติที่เท้า หรือข้อเท้า แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด