ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
บทความโดย : นพ. สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์22 กรกฎาคม 2026

โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คือภาวะที่ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นพังผืดและเนื้อเยื่อแผลเป็น ทำให้ตับทำงานลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ สาเหตุหลักเกิดจากไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงภาวะไขมันพอกตับ โดยอาการของตับแข็งในระยะแรกมักไม่แสดงออกชัดเจน แต่สามารถตรวจวินิจฉัยความรุนแรงได้แม่นยำด้วยเทคโนโลยี ไฟโบรสแกน (FibroScan) เพื่อประเมินระดับพังผืดในเนื้อตับโดยไม่ต้องเจาะตับ
นอกจากเรื่องของไขมันพอกตับ ยังมีสาเหตุอื่นที่ก่อให้เกิดภาวะตับแข็งได้อีกเช่นกัน โดยสาเหตุที่มักพบได้บ่อยก็คือ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง และเมื่อตับเข้าสู่ภาวะนี้จะเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งตับได้ โดยในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ เพราะตับถือว่าเป็นอวัยวะใหญ่ที่สุดในร่างกาย หากเริ่มมีอาการที่ชัดเจน อาจบ่งบอกได้ว่าเนื้อตับได้รับความเสียหายไปเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว
สารบัญ
โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อตับปกติถูกทำลายจากการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นพังผืด หรือเนื้อเยื่อแผลเป็นจำนวนมาก โดยพังผืดเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์ตับ ทำให้เซลล์ตับค่อย ๆ ตายไป ตับจึงทำงานได้ลดลง ผิดรูป และแข็งตัวขึ้น ซึ่งในระยะที่ตับแข็งเต็มรูปแบบแล้ว เนื้อตับจะไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นปกติได้ ส่งผลกระทบต่อระบบการกรองสารพิษ การสร้างโปรตีน และการแข็งตัวของเลือด
ตับแข็ง เป็นผลมาจากเนื้อเยื่อตับถูกทำลายจากหลายสาเหตุต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง เกิดพังผืดในเนื้อตับ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะกลายเป็นตับแข็งในที่สุด สำหรับการสังเกตโรคตับแข็งและอาการที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ดังนี้
ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ หรือมีอาการทั่วไปที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น
เมื่อตับเสียหายอย่างรุนแรงและทำงานไม่ได้ จะเริ่มมีอาการดังนี้
ในการประเมินความรุนแรง แพทย์จะใช้ระบบที่เรียกว่า Child-Pugh Score เพื่อจำแนกระยะของโรคตับแข็ง โดยพิจารณาจากดัชนีชี้วัดทางร่างกายและผลเลือดรวม 5 ปัจจัย ได้แก่ ค่าการแข็งตัวของเลือด (INR), ค่าโปรตีนอัลบูมิน, ค่าสารเหลือง (Bilirubin), อาการท้องมาน และอาการทางสมอง โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ซึ่งนอกจากการแบ่งตามคะแนนแล้ว แพทย์ยังแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามลักษณะอาการทางคลินิก เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ดังนี้
คือระยะที่ตับเริ่มแข็งและมีพังผืดเกิดขึ้นแล้ว แต่เซลล์ตับส่วนที่เหลือยังสามารถทำงานทดแทนได้ โดยผู้ป่วยมักไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก เช่น อ่อนเพลียเล็กน้อย ถือเป็นระยะที่สำคัญที่สุด เพราะหากตรวจพบและรักษาที่ต้นเหตุ จะสามารถหยุดการดำเนินของโรคไม่ให้แย่ลงได้
คือระยะที่ตับเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานชดเชยได้อีกต่อไป ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา โดยผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการชัดเจน เช่น ท้องมาน ดีซ่าน อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการ เบลอ สับสนทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองของเสียได้ โดยผู้ป่วยในระยะนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะตับวายและมะเร็งตับสูงมาก จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด และในบางรายอาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายตับเพิ่มเติม
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง คือภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง จนอาจกลายเป็นตับแข็งได้ รวมไปถึงการเป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การดื่มแอลกอฮอล์ และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น
ต้องทำการตรวจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น มีภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ ดื่มเหล้าประจำหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยระยะแรกจะไม่มีอาการใด โดยมักตรวจพบ หรือทราบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น มีค่าตับผิดปกติ ตรวจพบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี มีไวรัสตับอักเสบซี หรือมีไขมันพอกตับ ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มีโอกาสพัฒนาเป็นตับแข็งได้ อย่างไรก็ตามหากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจต้องคอยหมั่นตรวจเช็กตับ รวมถึงการอัลตราซาวด์ตับเป็นระยะด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้เฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ
ปัจจุบันการตรวจหาภาวะตับแข็งและพังผืดในตับมีความก้าวหน้าไปมาก โดยมีการใช้เทคโนโลยี “ไฟโบรสแกน” (Fibro Scan) เป็นส่วนที่ช่วยวินิจฉัยภาวะตับแข็ง และช่วยดูในเรื่องไขมันในตับ ทำให้แพทย์สามารถประเมินความรุนแรงของโรคได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้วิธีการเจาะเนื้อตับออกมาดูเหมือนในอดีต
การตรวจไฟโบรสแกน ผู้ป่วยจะนอนหงายและยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อให้แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ใช้หัวตรวจวางลงบนผิวหนังบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ จากนั้นเครื่องจะส่งคลื่นความถี่ต่ำเข้าไปในเนื้อตับเพื่อวัดความเร็วของคลื่นสะท้อนกลับ โดยใช้เวลาในการตรวจเพียง 5 - 10 นาที เท่านั้น
ผลการตรวจไฟโบรสแกนจะวัดออกมาเป็นค่าความแข็งของตับ (Liver Stiffness) หน่วยเป็นกิโลปาสคาล (kPa) ซึ่งสามารถแบ่งระยะของพังผืดได้ดังนี้
หลายคนสงสัยว่าตับแข็งอันตรายไหม ? คำตอบคืออันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะหากปล่อยจนถึงระยะสุดท้าย เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
สำหรับคำถามที่ว่าโรคตับแข็งรักษาหายไหม คำตอบทางการแพทย์จะขึ้นอยู่กับว่าตับได้รับความเสียหายไปมากน้อยเพียงใดในขณะที่ตรวจพบ
การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการกำจัดต้นเหตุที่ทำให้ตับอักเสบ เพื่อหยุดการสร้างพังผืดใหม่ โดยมีแนวทางดังนี้
การดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดช่วยชะลอความเสื่อมของตับและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
หัวใจสำคัญของการมีตับที่แข็งแรงคือการป้องกันก่อนที่จะเกิดความเสียหาย โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
หากตรวจพบความเสี่ยง หรือมีความกังวลเรื่องสุขภาพตับ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน พร้อมดูแลรักษาโรคตับ ด้วยทีมอายุรแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่แม่นยำ เช่น FibroScan เพื่อประเมินพังผืดและความแข็งของตับโดยไม่ต้องเจาะตับ มั่นใจได้ด้วยแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและห่างไกลจากภาวะตับแข็ง
A: เป็นไปได้ เนื่องจากค่าการทำงานของตับ สะท้อนถึงการอักเสบของเซลล์ตับในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในผู้ป่วยตับแข็งบางราย เซลล์ตับอาจถูกทำลายจนกลายเป็นพังผืดไปหมดแล้วจึงไม่มีการอักเสบใหม่ ค่าตับจึงอาจดูปกติ แพทย์จึงต้องวินิจฉัยร่วมกับการอัลตราซาวด์ หรือการตรวจ FibroScan เพื่อดูความแข็งของเนื้อตับแทน
A: ไขมันพอกตับคือระยะเริ่มต้นที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเกิดการอักเสบเรื้อรังและพัฒนาไปเป็น “ตับแข็ง” ซึ่งเป็นระยะที่เนื้อตับถูกทำลายถาวรและกลายเป็นพังผืด สรุปคือไขมันพอกตับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคตับแข็งหากไม่ได้รับการรักษา
A: หากอยู่ในระยะพังผืดเริ่มต้น (F1-F2) การหยุดดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาดร่วมกับการรักษาที่เหมาะสม มีโอกาสสูงที่พังผืดจะยุบตัวลงและตับฟื้นฟูกลับมาได้ แต่หากเข้าสู่ระยะตับแข็งสมบูรณ์ (F4) พังผืดมักจะไม่หายไป แต่การหยุดดื่มจะช่วยหยุดยั้งไม่ให้โรคแย่ลงและป้องกันภาวะตับวายได้
A: ตัวโรคตับแข็งเองไม่ใช่โรคติดต่อทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ลูกหลานอาจมีความเสี่ยงหากตับแข็งนั้นเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งติดต่อกันได้ในครอบครัว หรือหากมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่คล้ายคลึงกันจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ
A: ค่า AFP (Alpha-fetoprotein) คือสารบ่งชี้มะเร็งตับ ซึ่งต่างจากค่าตับปกติ (AST/ALT) ที่บอกแค่การอักเสบ หากค่า AFP สูงผิดปกติถือว่าน่ากังวลและควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอยู่ก่อนแล้ว