ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
22 กรกฎาคม 2026

โรคตับเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่สามารถลุกลามกลายเป็นโรคตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ และมะเร็งตับได้ หากเรายังคงละเลยพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และการละเลยการป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย พร้อมตรวจเช็กว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย และศึกษาให้แน่ชัดว่าผู้ป่วยโรคตับห้ามกินอะไร เพื่อลดภาระการทำงานของตับ และเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อฟื้นฟูตับให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงในระยะยาว
ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งขับสารพิษ ผลิตน้ำดี และสะสมพลังงาน หากตับทำงานผิดปกติ ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งระบบ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคตับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารที่ทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหลายคนมักละเลยจนเกิดอาการรุนแรง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต และพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมทำความเข้าใจว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย ไปจนถึงวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง เพื่อป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต
สารบัญ
โรคตับ คือ ภาวะที่ความสามารถในการทำงานของตับลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย โดยโรคตับที่พบได้บ่อย แบ่งออกเป็นชนิดหลัก ๆ ได้แก่ โรคไขมันพอกตับ, โรคตับอักเสบ ที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบ, โรคตับแข็ง และ โรคมะเร็งตับ ซึ่งแต่ละชนิดมีสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
ไขมันพอกตับ คือ ภาวะที่มีไขมันไปสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากเกินปกติ (เกิน 5-10% ของน้ำหนักตับ) โดยแบ่งเป็นชนิดที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ และชนิดที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนเกิดการอักเสบและกลายเป็นตับแข็งไ
ตับอักเสบ คือ ภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายจนเกิดการอักเสบ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะสายพันธุ์บี (HBV) และ ซี (HCV) ซึ่งติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ หากปล่อยให้เป็นการอักเสบเรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ ทั้งนี้ โรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
ตับแข็ง คือ ภาวะที่ตับเกิดพังผืดสะสมอย่างต่อเนื่องจากการอักเสบเรื้อรัง จนเนื้อตับที่เคยยืดหยุ่นกลายเป็นแผลเป็นและแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผ่านตับได้ยากขึ้น การทำงานของตับลดลง และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ท้องมาน หรือเส้นเลือดในทางเดินอาหารโป่งพอง
มะเร็งตับ คือ โรคที่พบได้บ่อยในคนไทย มักเป็นผลแทรกซ้อนระยะท้าย ๆ ที่พัฒนามาจากภาวะตับแข็ง ตับอักเสบเรื้อรัง หรือการได้รับสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร อย่าง อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin)
โรคตับในระยะแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการชัดเจน เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่หากตับเริ่มถูกทำลายไปมาก ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน ดังนี้
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจทำร้ายตับโดยที่คุณไม่รู้ตัว ได้แก่
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตับโดยตรง สำหรับผู้ที่มีภาวะตับผิดปกติ หรือสงสัยว่าโรคตับห้ามกินอะไร ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารดังต่อไปนี้
การเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของตับ เป็นวิธีคัดกรองสุขภาพตับที่แม่นยำ หลายคนมักสงสัยว่าค่าตับสูงเท่าไหร่อันตราย เราสามารถดูได้จากค่าเอนไซม์และสารต่าง ๆ ดังนี้
หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย อย่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ สามารถเข้ารับการตรวจสุขภาพตับและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนครธน เรามีทีมแพทย์และเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน พร้อมดูแลและวางแผนการรักษาโรคตับอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ตับของคุณกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง
A: ตับเป็นอวัยวะพิเศษที่สามารถฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ตัวเองได้ หากผู้ป่วยหยุดพฤติกรรมที่ทำลายตับ เช่น หยุดดื่มแอลกอฮอล์ หรือคุมน้ำตาลได้ ตับอาจใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือนในการฟื้นตัว แต่หากปล่อยไว้จนเป็นตับแข็งระยะรุนแรง เนื้อเยื่อตับจะถูกแทนที่ด้วยพังผืด ซึ่งจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาปกติได้ 100%
A: เป็นได้ คนผอมก็สามารถมีภาวะไขมันพอกตับได้ ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือฟรุกโตสไซรัปมากเกินไป รวมถึงสามารถเป็นโรคตับจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือการรับประทานยาและอาหารเสริมมากเกินความจำเป็นได้เช่นกัน
A: ติดต่อผ่านทางเลือด น้ำคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งแนะนำให้ฉีดในเด็กแรกเกิดทุกราย หรือผู้ใหญ่ที่ตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน
A: ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคตับ เช่น ไขมันพอกตับระยะแรก หรือ ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน สามารถปรับพฤติกรรมและรักษาให้หายขาดได้ แต่หากเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบบี เรื้อรัง อาจไม่หายขาด แต่แพทย์สามารถให้ยาเพื่อควบคุมอาการ หยุดยั้งการทำลายตับ และป้องกันการเกิดมะเร็งตับได้
A: มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การดื่มกาแฟดำ (ที่ไม่ใส่น้ำตาล นม หรือครีมเทียม) และชาเขียวชงสด ในปริมาณที่พอเหมาะ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยลดการอักเสบและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้ แต่ทั้งนี้ ต้องรับประทานควบคู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกาย ไม่สามารถใช้ดื่มเพื่อทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้