ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพเด็ก
บทความโดย : นพ. กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ20 เมษายน 2026

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ เสียงลูกนอนกรน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาหรือคิดว่าลูกคง "หลับลึก" แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการนอนกรนในเด็กไม่ใช่สิ่งที่ควรเพิกเฉย เพราะนี่คือสัญญาณเตือนสำคัญของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก หรือ Pediatric Obstructive Sleep Apnea (OSA) ซึ่งหากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาจส่งผลกระทบต่อทั้งพัฒนาการทางสมอง ร่างกาย และอาจลามไปถึงปัญหาสุขภาพร้ายแรงอย่างโรคหัวใจในอนาคตได้
สารบัญ
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) เป็นภาวะที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนในขณะที่เด็กกำลังหลับ เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณลำคอคลายตัวลง ช่องทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วจะยุบตัวลงจนปิดสนิท ส่งผลให้การหายใจหยุดชะงักลงเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งคืน เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนซ้ำๆ สมองจะสั่งการให้เด็กตื่นขึ้นมาเพื่อหายใจ (มักจะเห็นลูกหายใจเฮือกใหญ่) วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลงอย่างมาก แม้จะดูเหมือนลูกนอนหลับหลายชั่วโมงก็ตาม
การสังเกตอาการในช่วงกลางคืนและกลางวันเป็นกุญแจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เอง โดยแบ่งกลุ่มอาการออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้
หากสังเกตเห็นอาการเหล่านี้บ่อยเกินกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์
ความแตกต่างของ OSA ในเด็กกับผู้ใหญ่ คือ เด็กมักจะไม่แสดงอาการง่วงซึมเสมอไป แต่จะแสดงออกผ่านพฤติกรรมแทน ได้แก่
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก
ภาวะลูกนอนกรน และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก OSA ไม่ได้จบแค่เรื่องเสียงรบกวน แต่มันคือภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพลูกน้อยในระยะยาว
การตรวจ Sleep Test (Polysomnography) อาจเข้าถึงยากและมีคิวรอนาน มีอุปกรณ์ยุ่งยากในการตรวจ แต่ปัจจุบันกุมารแพทย์ใช้เครื่องบันทึกระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่อเนื่องตลอดคืน (Overnight Pulse Oximetry) ในการวัดระดับออกซิเจนในกระแสเลือดขณะหลับ เป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ
กลุ่มเสี่ยงที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังและควรได้รับการตรวจเป็นพิเศษ
เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติที่จะเกิด ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก และควรได้รับการตรวจ ได้แก่
การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ การใช้ยา เช่น การพ่นยา Intranasal Steroids และการผ่าตัดที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับเด็กส่วนใหญ่ คือ การผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ (Adenotonsillectomy) เพื่อ
อย่างไรก็ตาม หากลูกมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรควบคุมอาการภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย เพราะการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำมูกหรือคัดจมูกที่เกิดจากภูมิแพ้ได้
ไม่ปกติ หากกรนเป็นประจำ หรือ มากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณของภาวะ OSA ที่ต้องได้รับความดูแลจากกุมารแพทย์
ภูมิแพ้ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและอาจทำให้ต่อมอะดีนอยด์โตขึ้น ซึ่งทั้งสองอย่างไปอุดกั้นทางเดินหายใจทำให้เกิดเสียงกรนได้
เป็นเครื่องมือคัดกรองที่ดีมากสำหรับกรณีที่รุนแรง แต่ถ้าผลออกมา "ปกติ" แต่ลูกยังมีอาการชัดเจน แพทย์อาจแนะนำให้ทำ Sleep Test เต็มรูปแบบต่อ
ส่วนใหญ่ไม่หายเอง และการปล่อยไว้จะส่งผลเสียต่อหัวใจและระดับไอคิว (IQ) ของเด็กในระยะยาว
เพราะการนอนที่ไม่มีคุณภาพทำให้สมองส่วนหน้าทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เด็กควบคุมอารมณ์และสมาธิไม่ได้
หากคุณสังเกตเห็นว่าลูก นอนกรน หรือมีพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ การปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การตรวจประเมินอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ลูกกลับมาเติบโตได้อย่างสมวัย มีสมาธิในการเรียน และมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง
นพ.กวินทร์ วงศ์นพรัตน์เลิศ
กุมารเวชศาสตร์/กุมารเวชศาสตร์โรคระบบการหายใจ
ศูนย์สุขภาพเด็ก