โรคพร่องเอนไซม์ G6PD รู้ทันอาการ และแนวทางป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก
ศูนย์ : ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
บทความโดย : นพ. องอาจ บวรสกุลวงศ์
หนึ่งในโรคยอดฮิตที่เป็นภัยเงียบทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดสู่ลูกที่พบได้บ่อยมากในเด็กไทยคือ โรคพร่องเอนไซม์ G6PD (Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase Deficiency) หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "โรคแพ้ถั่วปากอ้า" ซึ่งภาวะขาดเอนไซม์ G6PD นี้เป็นภาวะติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากพ่อแม่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ G6PD ก็อาจทำให้ลูกน้อยเผชิญกับภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันจนถึงขั้นวิกฤตและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีสังเกตอาการ การดูแลอย่างถูกต้อง รวมถึงการวางแผน ตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
สารบัญ
- โรคพร่องเอนไซม์ G6PD คืออะไร? ทำไมเม็ดเลือดแดงถึงเปราะบาง
- ทำไมโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ถึงพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง?
- สังเกตด่วน! G6PD อาการ ในทารกแรกเกิดและเด็กโตที่พ่อแม่ต้องรู้
- สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต (ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที)
- ปัจจัยกระตุ้นตัวร้ายที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ทางการแพทย์
- วิธีรักษาและการดูแลเมื่อลูกน้อยมีภาวะขาดเอนไซม์ G6PD
- ป้องกันและวางแผนครอบครัวด้วยการ "ตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก"
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพร่องเอนไซม์ G6PD
- ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
โรคพร่องเอนไซม์ G6PD คืออะไร? ทำไมเม็ดเลือดแดงถึงเปราะบาง
โรคพร่องเอนไซม์ G6PD (Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase Deficiency) คือโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากภาวะขาดเอนไซม์ G6PD ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้เป็นเอนไซม์สำคัญที่มีอยู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์เม็ดเลือดแดง ลองจินตนาการว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงของลูกน้อยคือเรือขนส่งออกซิเจน และเอนไซม์ G6PD ก็คือ "เกราะป้องกันภัย" ที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ เมื่อร่างกายเกิด ภาวะขาดเอนไซม์ G6PD จะทำให้เกราะป้องกันนี้หายไป ส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีความเปราะบางและแตกสลายได้ง่ายกว่าปกติมากเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น อาหาร ยาบางชนิด หรือการติดเชื้อ เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงทดแทนได้ทันเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง (Anemia) และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาในที่สุด
ทำไมโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ถึงพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง?
คุณแม่หลายท่านอาจเคยได้ยินมาว่า โรคนี้มักจะเกิดขึ้นกับ "ลูกชาย" มากกว่า "ลูกสาว" ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางพันธุศาสตร์ ดังนี้
- ยีนที่ควบคุมการสร้างเอนไซม์ G6PD นั้นตั้งอยู่บน โครโมโซม X
- โรคนี้เป็นการถ่ายทอดยีนด้อยของโครโมโซมเอ็กซ์ (X-linked recessive) โดยส่งผ่านจากมารดาสู่ทารก
- เพศชาย มีโครโมโซมเพศเป็น XY (มีโครโมโซม X เพียงแท่งเดียว) ดังนั้น หากได้รับโครโมโซม X ที่มียีนกลายพันธุ์มาจากคุณแม่เพียงแท่งเดียว ก็จะแสดงอาการของโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ออกมาทันที โดยลูกชายมีโอกาสที่จะเกิดภาวะพร่องเอนไซม์นี้สูงถึง 50%
- เพศหญิง มีโครโมโซมเพศเป็น XX (มีโครโมโซม X สองแท่ง) หากได้รับยีนกลายพันธุ์มาเพียงแท่งเดียว อีกแท่งหนึ่งที่ยังปกติจะช่วยทำงานชดเชยได้ ทำให้ส่วนใหญ่เพศหญิงจะไม่แสดงอาการแต่จะกลายเป็น "พาหะของโรค" แทน โดยลูกสาวมีโอกาสเป็นพาหะของโรคนี้ 50%
ด้วยเหตุผลนี้ ทางการแพทย์จึงพบผู้ป่วยเพศชายที่มีอาการเม็ดเลือดแดงแตกมากกว่าเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด
สังเกตด่วน! G6PD อาการ ในทารกแรกเกิดและเด็กโตที่พ่อแม่ต้องรู้
โดยปกติแล้ว เด็กที่เกิดมาพร้อมโรคพร่องเอนไซม์ G6PD จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ในภาวะปกติ จนกว่าร่างกายจะได้รับ สิ่งกระตุ้นเข้ามา แต่สำหรับพ่อแม่มือใหม่การแบ่งแยกอาการตามช่วงอายุจะช่วยให้เฝ้าระวังได้อย่างถูกจุดมากที่สุด ได้แก่
-
อาการในทารกแรกเกิด (Neonatal Period)
ทารกแรกเกิดที่มีโรคพร่องเอนไซม์ G6PD มักจะพบ ภาวะตัวซีดเหลืองหลังคลอด หรือมีอาการตัวเหลืองภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกตัวเร็วกว่าปกติจนตับของทารกขับสารเหลือง (Bilirubin) ออกไม่ทัน
-
อาการในเด็กโตและผู้ใหญ่ (Children & Adults)
ในกลุ่มเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยทั่วไปจะ ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย ร่างกายดูแข็งแรงดีทุกประการ จนกระทั่งได้รับสารกระตุ้นบางชนิด หลังจากได้รับสารกระตุ้นเข้าไป เม็ดเลือดแดงจะเริ่มแตกตัวและแสดงอาการออกมา ได้แก่ มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตัวเหลืองและตาเหลือง (ดีซ่าน) มากกว่าปกติ ผิวดูซีดเซียวลงอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายสีน้ำปลาหรือสีโคล่า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่แสดงว่าฮีโมโกลบินจากเม็ดเลือดแดงที่แตกกำลังถูกขับออกทางไต
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต (ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที)
หากเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันและรุนแรง อาการจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ได้แก่ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นฉับพลัน ผิวซีดเหลืองรุนแรง ปัสสาวะสีส้มเข้มจนถึงดำคล้ายน้ำปลา ชีพจรอ่อนแต่เต้นเร็วมาก และมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะ ไตวายเฉียบพลัน และเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ปัจจัยกระตุ้นตัวร้ายที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก
การดูแลผู้ที่มีภาวะขาดเอนไซม์ G6PD หัวใจสำคัญคือการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ซึ่งสิ่งกระตุ้นที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันและสามารถทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน มีดังนี้
-
อาหารและพืชตระกูลถั่ว
- ถั่วปากอ้า หรือ ถั่วฟาวา (Fava beans) เป็นตัวกระตุ้นที่พบได้บ่อยที่สุดและรุนแรงที่สุด
- ถั่วลิสง พืชตระกูลถั่วอื่นๆ และถั่วเหลือง
- ผลไม้บางชนิด เช่น บลูเบอร์รี่
- อาหารที่มีส่วนผสมของสีผสมอาหารสังเคราะห์
- กลุ่มยาที่ต้องห้าม เช่น ยาปฏิชีวนะในกลุ่มซัลฟา (Sulfa drugs) ยาแก้ปวดและยาลดไข้บางชนิด เช่น แอสไพริน (Aspirin) ยารักษาโรคมาลาเรีย
- สารเคมีและการติดเชื้อลูกเหม็น (Naphthalene) ที่ใช้ใส่ในตู้เสื้อผ้าหรือห้องน้ำ การสูดดมหรือสัมผัสสามารถกระตุ้นอาการได้ การติดเชื้อต่างๆ ในร่างกาย เช่น เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เมื่อร่างกายมีไข้หรือเกิดการติดเชื้อ จะสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้นมามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกได้เช่นกัน
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ทางการแพทย์
หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกมีความเสี่ยง หรือพบอาการผิดปกติข้างต้น แพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรคพร่องเอนไซม์ G6PD เช่น การซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear) การตรวจระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) เป็นต้น
วิธีรักษาและการดูแลเมื่อลูกน้อยมีภาวะขาดเอนไซม์ G6PD
ปัจจุบันโรคนี้ ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไปครับ เพราะหากเรารู้จักวิธีดูแลและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอย่างเคร่งครัด ลูกน้อยก็สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป สำหรับแนวทางการรักษามีดังนี้
- ในทารกแรกเกิด หากตรวจพบระดับความเหลืองในเลือดไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาด้วยการ ส่องไฟ (Phototherapy) แต่ในรายที่มีอาการเม็ดเลือดแดงแตกตัวรุนแรงและมีสารเหลืองสูงมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการ เปลี่ยนถ่ายเลือด (Blood Exchange Transfusion) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพื่อป้องกันสมองพิการจากสารเหลือง
- ในเด็กโตเมื่อมีไข้ หากลูกไม่สบายหรือมีการติดเชื้อ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาสาเหตุของไข้ทันที ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
- พกบัตรประจำตัวผู้ป่วย ผู้ป่วยควรพกบัตรประจำตัวระบุว่าเป็น "โรคพร่องเอนไซม์ G6PD" ติดตัวไว้เสมอ เพื่อให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทราบทุกครั้งเมื่อเข้ารับการรักษาหรือจ่ายยา
- รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการ หากเผลอสัมผัสปัจจัยกระตุ้นแล้วเริ่มมีอาการซีด ตัวเหลืองตาเหลือง หรือปัสสาวะสีโคล่า ให้รีบหยุดยาสิ่งกระตุ้นนั้นทันทีแล้วตรงไปพบแพทย์โดยด่วน
ป้องกันและวางแผนครอบครัวด้วยการ "ตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก"
สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนแต่งงาน หรือคุณแม่ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน คือการ "ตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร" เนื่องจากโรคพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับทราบความเสี่ยงในการส่งต่อยีนด้อยนี้ไปยังลูกรัก หากตรวจพบว่าเป็นพาหะ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จะสามารถช่วยวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ร่วมกับการตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนฝังตัว เพื่อให้มั่นใจว่าลูกน้อยที่เกิดมาจะปลอดจากโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมเหล่านี้
ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ พร้อมให้บริการ ตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร (Genetic Carrier Screening) ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีความแม่นยำสูงมาก โดยสามารถตรวจครอบคลุมได้มากกว่า 1,000 ยีน และคัดกรองโรคทางพันธุกรรมได้มากกว่า 500 โรค การตรวจคัดกรองยีนล่วงหน้าเปรียบเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันและมอบของขวัญชิ้นโบว์แดงที่การันตีความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีให้กับลูกรักของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพร่องเอนไซม์ G6PD
1:ลูกเป็นโรคพร่องเอนไซม์ G6PD สามารถกินนมแม่ได้ไหม?
ตอบ: ทานได้ปกติและแนะนำเป็นอย่างยิ่ง แต่คุณแม่ที่ให้นมบุตรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกรับประทานอาหารและยา เพราะสารเคมีหรือตัวยาบางชนิดที่คุณแม่ทานสามารถส่งผ่านทางน้ำนมไปกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงของลูกแตกได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องหลีกเลี่ยงยากลุ่มซัลฟา แอสไพริน และถั่วปากอ้าเช่นกัน
2:โรค G6PD สามารถรักษาให้หายขาดเมื่อโตขึ้นได้หรือไม่?
ตอบ: ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเป็นความผิดปกติของยีนและโครโมโซมที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ร่างกายจะมีปริมาณเลือดที่มากขึ้นและแข็งแรงขึ้น ทำให้โอกาสเกิดภาวะวิกฤตลดลงหากรู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอย่างถูกต้อง
3:ถ้าคุณพ่อเป็นโรค G6PD และคุณแม่ปกติ ลูกที่เกิดมาจะเป็นโรคไหม?
ตอบ: ยีน G6PD อยู่บนโครโมโซม X หากคุณพ่อเป็นโรค (X-G6PD, Y) จะส่งต่อโครโมโซม Y ให้ลูกชาย (ลูกชายจึงปกติ ไม่เป็นโรค) และส่งต่อโครโมโซม X ที่ผิดปกติให้ลูกสาวทุกคน ดังนั้น ลูกชายทุกคนจะไม่เป็นโรค ส่วนลูกสาวทุกคนจะเป็น "พาหะ" (Carrier) ที่ไม่แสดงอาการ
4:คนที่พร่องเอนไซม์ G6PD สามารถทานถั่วลิสงหรือน้ำเต้าหู้ได้ไหม?
ตอบ: พืชตระกูลถั่ว ถั่วลิสง และถั่วเหลือง (ซึ่งเป็นวัตถุดิบของน้ำเต้าหู้) จัดอยู่ในกลุ่มปัจจัยกระตุ้นภาวะเม็ดเลือดแดงแตกด้วยเช่นกันครับ แม้ว่าถั่วปากอ้าจะเป็นตัวกระตุ้นที่รุนแรงที่สุด แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนรับประทาน
5:หากไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ จำเป็นต้องตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูกไหม?
ตอบ: ยังแนะนำให้คัดกรอง เพราะคุณแม่หลายท่านอาจเป็น "พาหะ" ของโรคโดยที่ไม่เคยแสดงอาการผิดปกติใดๆ เลยตลอดชีวิต การตรวจคัดกรองยีนก่อนวางแผนมีบุตร (Genetic Carrier Screening) จะช่วยเผยพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ ทำให้เราวางแผนป้องกันและรับมือได้อย่างถูกต้อง 100%
6:สังเกตอย่างไรว่าอาการตัวเหลืองของทารกแรกเกิดเกิดจากโรค G6PD?
ตอบ: ทารกปกติอาจมีภาวะตัวเหลืองได้ในช่วง 2-3 วันหลังคลอดและจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ทารกที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD มักจะมีอาการตัวเหลืองอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และระดับสารเหลืองจะสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ซึ่งแพทย์จะทำการเจาะเลือดตรวจคัดกรองระดับเอนไซม์เพื่อยืนยันผลทันที
การป้องกันและเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าการตามรักษาในภายหลัง สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัว การจูงมือกันไป ตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก จึงเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่คุ้มค่าและชาญฉลาดที่สุดในยุคปัจจุบัน ช่วยลดความเสี่ยง ส่งต่อความรัก และส่งมอบสุขภาพที่สมบูรณ์แบบจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นใจที่สุด
นพ.องอาจ บวรสกุลวงศ์
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา,เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
ท่อนำไข่ตีบตัน (Block Fallopian Tube) สาเหตุมีบุตรยาก อยากมีลูกต้องทำอย่างไร
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) คืออะไร? ทำไมคนที่มีร่างกายแข็งแรงดีถึงอาจเป็นพาหะ?
โรคพร่องเอนไซม์ G6PD รู้ทันอาการ และแนวทางป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง SCID คืออะไร? คู่รักควรรู้ วิธีตรวจคัดกรองก่อนมีลูก
