โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) คืออะไร? ทำไมคนที่มีร่างกายแข็งแรงดีถึงอาจเป็นพาหะ?
ศูนย์ : ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
บทความโดย : นพ. องอาจ บวรสกุลวงศ์
ทราบหรือไม่ว่า? ท่ามกลางความพร้อมทางร่างกายที่เรามองเห็นภายนอก อาจมี "ภัยเงียบ" ที่ซ่อนลึกอยู่ในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งเราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยหากไม่ได้ทำการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ภัยเงียบที่ว่านั้นคือ "ยีนพาหะแฝง" ของโรคทางพันธุกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) ซึ่งเป็นโรคหายากที่อาจส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูกรักได้โดยไม่รู้ตัว
สารบัญ
- โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) คืออะไร?
- สาเหตุหลักของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมถึงเป็น "พาหะ" ได้?
- สถิติความเสี่ยงที่คู่รักควรรู้
- เจาะลึกความรุนแรงของโรค SMA ทั้ง 4 ชนิด
- การตรวจยีนพาหะ SMA และตรวจโครโมโซมก่อนมีบุตร สำคัญอย่างไร?
- หากตรวจพบว่าเป็น "พาหะทั้งคู่" ควรทำอย่างไรต่อไป?
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA)
- ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA) คืออะไร?
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า SMA เป็นโรคทางพันธุกรรมประเภทหนึ่งที่พบได้น้อย (Rare Disease) โดยมีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 10,000 คน และมักจะเริ่มแสดงอาการให้เห็นตั้งแต่ในวัยเด็ก โรคนี้ถือเป็นโรคหายากทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคธาลัสซีเมียเลยทีเดียว
สาเหตุหลักของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
เกิดจากการที่ร่างกาย ไม่มียีน Survival of motor neuron 1 (SMN1) ซึ่งยีนตัวนี้มีหน้าที่สำคัญในการผลิตโปรตีนเพื่อไปควบคุมและหล่อเลี้ยงระบบประสาทส่วนที่สั่งการกล้ามเนื้อ เมื่อขาดโปรตีนชนิดนี้ไป จะส่งผลให้เกิดการเสื่อมถอยและการสูญเสียของเซลล์ประสาทสั่งการในไขสันหลังและก้านสมอง เมื่อเซลล์ประสาทสั่งการไม่ทำงาน สัญญาณประสาทก็ไม่สามารถส่งไปถึงกล้ามเนื้อได้ ส่งผลทำให้ กล้ามเนื้อเกิดอาการอ่อนแรงและฝ่อลีบไปในที่สุด (Spinal Muscular Atrophy: SMA)
ผู้ป่วยจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การนั่ง การคลาน การยืน การเดิน และในรายที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบไปถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืนอาหารรวมถึงกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยเด็กหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
ร่างกายแข็งแรงดี แต่ทำไมถึงเป็น "พาหะ" ได้?
สิ่งสำคัญที่คู่รักทุกคนต้องทำความเข้าใจคือ "การเป็นพาหะ" ไม่เท่ากับ "การเป็นโรค" โดยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) เป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบลักษณะด้อยบนโครโมโซมร่างกาย (Autosomal Recessive) หมายความว่า ผู้ที่เป็นพาหะจะมีคู่ยีนที่ผิดปกติเพียงแค่ 1 ข้าง ส่วนอีกข้างหนึ่งยังคงทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้ผู้ที่เป็นพาหะ ไม่มีอาการแสดงใด ๆ ออกมาเลย ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ สามารถใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และทำงานได้เหมือนคนทั่วไป ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองมียีนแฝงนี้อยู่ จนกระทั่งได้ทำการ ตรวจยีนพาหะ SMA ก่อนมีบุตร
สถิติความเสี่ยงที่คู่รักควรรู้
หากคู่รักคู่ใดคู่หนึ่งเป็นพาหะของโรค SMA เพียงคนเดียว ลูกที่เกิดมาจะไม่มีโอกาสเป็นโรค (แต่อาจเป็นพาหะเหมือนพ่อหรือแม่) แต่ถ้าหาก ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นพาหะของโรค SMA ทั้งคู่ ในทุก ๆ การตั้งครรภ์จะมีอัตราความเสี่ยงส่งต่อโรคดังนี้
- โอกาส 25% (1 ใน 4) ที่ลูกจะได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ และ กลายเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA)
- โอกาส 50% (2 ใน 4) ที่ลูกจะได้รับยีนผิดปกติจากพ่อหรือแม่เพียงฝั่งเดียว ทำให้ลูกกลายเป็น พาหะ (แข็งแรงดีแต่มีสิทธิ์ส่งต่อให้รุ่นหลาน)
- โอกาส 25% (1 ใน 4) ที่ลูกจะได้รับยีนปกติจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้ ปกติสมบูรณ์ และไม่เป็นพาหะ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณไม่ควรชะล่าใจเพียงเพราะเห็นว่าครอบครัวของคุณและคู่รักไม่เคยมีประวัติผู้ป่วยโรคนี้มาก่อน เพราะยีนด้อยสามารถแฝงตัวเงียบ ๆ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้นานนับสิบ ๆ ปีโดยไม่มีใครรู้
เจาะลึกความรุนแรงของโรค SMA ทั้ง 4 ชนิด
ความน่ากลัวของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) คือการพรากพัฒนาการและช่วงเวลาที่ควรจะสดใสของเด็กไป โดยทางการแพทย์ได้แบ่งชนิดของโรค SMA ออกเป็น 4 ชนิดตามช่วงอายุที่เริ่มแสดงอาการและความรุนแรงของโรค ดังนี้
-
SMA Type 1 (ชนิดรุนแรงที่สุด)
- ช่วงอายุที่พบ มักแสดงอาการในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน
- อาการ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าลูกมีพัฒนาการช้า ตัวอ่อนปวกเปียก (Floppy Baby) ไม่สามารถชันคอได้เอง กลืนลำบาก และร้องเสียงเบา
- ความรุนแรง ถือเป็นชนิดที่อันตรายที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เด็กมักจะเสียชีวิตภายในอายุ 2 ปี เนื่องจากกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจอ่อนแรงจนไม่สามารถหายใจได้เอง
-
SMA Type 2 (ชนิดรุนแรงปานกลาง)
- ช่วงอายุที่พบ เริ่มแสดงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในช่วงอายุ 6-18 เดือน
- อาการ เด็กจะเริ่มมีพัฒนาการทางด้านร่างกายล่าช้ากว่าเกณฑ์ แม้จะสามารถนั่งได้เองเมื่อมีคนช่วยพยุง แต่จะไม่สามารถยืนหรือเดินได้ตามวัย กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรง และมักมีปัญหากระดูกสันหลังคดตามมา
- ข้อสังเกต แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่พัฒนาการด้านการพูด สติปัญญา และการเรียนรู้ของเด็กในกลุ่มนี้ยังคงสมบูรณ์และพัฒนาการไปตามวัยปกติ
-
SMA Type 3 (ชนิดรุนแรงน้อย)
- ช่วงอายุที่พบ มักพบในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น
- อาการ มีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ทำให้เดินลำบาก ท่าเดินผิดปกติ ลุกขึ้นจากพื้นลําบาก หรือขึ้นบันไดไม่ไหว รวมถึงกล้ามเนื้อแขนและขาส่วนต้นมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย
- ความรุนแรง ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักจะมีอายุขัยที่ยืนยาวเท่ากับคนปกติ แต่ตัวโรคจะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก เนื่องจากอาจต้องใช้รถเข็นในอนาคต
-
SMA Type 4 (ชนิดที่พบในผู้ใหญ่)
- ช่วงอายุที่พบ เริ่มแสดงอาการในช่วงวัยผู้ใหญ่ (มักจะอายุ 20-30 ปีขึ้นไป)
- อาการ อาการจะคล้ายกับ Type 3 คือกล้ามเนื้อส่วนต้น เช่น สะโพกและไหล่เริ่มอ่อนแรง มีปัญหาในการเดินหรือเคลื่อนไหว แต่การดำเนินของโรคจะช้ามาก ไม่ส่งผลต่ออายุขัย แต่อาจทำให้สมรรถภาพร่างกายลดลงตามกาลเวลา
สำหรับในประเทศไทยนั้น สัดส่วนของผู้ป่วยโรค SMA ส่วนใหญ่ร้อยละ 50 มักจะพบในเด็กที่เป็น Type 1 และร้อยละ 25 จะเป็น Type 2 ซึ่งทั้งสองชนิดนี้รวมกันแล้วคิดเป็นถึง 3 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้สร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครอบครัวในวัยเริ่มต้นอย่างรุนแรง
การตรวจยีนพาหะ SMA และตรวจโครโมโซมก่อนมีบุตร สำคัญอย่างไร?
ในอดีต โรคทางพันธุกรรมหลายโรคเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ยากจะคาดเดา แต่ในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และการถอดรหัสพันธุกรรม (Genetic Testing) ทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่สามารถวางแผนและควบคุมได้ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) จึงเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ก่อนการตั้งครรภ์ การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเลือก ตรวจยีนพาหะ SMA ร่วมกับการ ตรวจโครโมโซมก่อนมีบุตร ตั้งแต่ช่วงที่กำลังวางแผนแต่งงานหรือวางแผนที่จะมีลูก
การตรวจยีนพาหะก่อนมีบุตรไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจโรค SMA เท่านั้น แต่ปัจจุบันมักจะตรวจควบคู่กันไปเป็นแพ็กเกจ (Carrier Screening) ซึ่งสามารถคัดกรองโรคพันธุกรรมแฝงยอดฮิตได้มากกว่าร้อยโรคในการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว ช่วยให้คู่รักสามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนอนาคตได้อย่างแม่นยำ
หากตรวจพบว่าเป็น "พาหะทั้งคู่" ควรทำอย่างไรต่อไป?
หากคู่รักจูงมือกันไปตรวจแล้วผลลัพธ์ออกมาว่าทั้งคุณและคู่รักต่างเป็นพาหะของโรค SMA ทั้งคู่ ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกหรือหมดหวังไป เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีทางออกรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อทราบผลลัพธ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์จะแนะนำแนวทางในการวางแผนมีบุตรเพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันไม่ให้ลูกเป็นโรค SMA ได้อย่างปลอดภัย เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF / ICSI) ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนฝังตัว เป็นต้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA)
1:ถ้าคนในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรค SMA เลย เรายังจำเป็นต้องตรวจไหม?
ตอบ: ยังแนะนำให้มีการคัดกรอง เพราะยีนพาหะแฝงของโรค SMA เป็นยีนด้อย คนที่เป็นพาหะจะมีร่างกายแข็งแรงปกติทุกอย่าง และสามารถส่งต่อยีนแฝงนี้รุ่นสู่รุ่นได้โดยไม่มีอาการแสดง ดังนั้นการที่คนในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรค ไม่ได้แปลว่าคุณหรือคู่รักไม่ได้เป็นพาหะแฝงครับ
2:ควรตรวจยีนพาหะ SMA ตอนไหนดีที่สุด?
ตอบ: ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ "ก่อนแต่งงาน" หรือ "ช่วงวางแผนก่อนมีบุตร" เพื่อให้คุณและคู่รักมีเวลาในการเตรียมตัว ตรวจสอบ และเลือกแนวทางการปฏิสนธิที่ปลอดภัยที่สุดร่วมกับแพทย์ได้อย่างไม่เร่งรีบ แต่หากตั้งครรภ์ไปแล้วก็ยังสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้เช่นกัน
การตัดสินใจเข้ารับการตรวจยีนพาหะ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA และการ ตรวจโครโมโซมก่อนมีบุตร ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องของคนที่มีประวัติเจ็บป่วยในครอบครัวเท่านั้น แต่มันคือการแสดงความรับผิดชอบและความรักอันยิ่งใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมอบให้แก่ลูกน้อยได้ตั้งแต่เขายังไม่เกิด เพื่อหยุดการส่งต่อโรคทางพันธุกรรมโดยไม่รู้ตัว และมั่นใจได้ว่าลูกรักจะเติบโตขึ้นมาด้วยร่างกายที่แข็งแรง พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าและเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นพ.องอาจ บวรสกุลวงศ์
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา,เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
ท่อนำไข่ตีบตัน (Block Fallopian Tube) สาเหตุมีบุตรยาก อยากมีลูกต้องทำอย่างไร
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) คืออะไร? ทำไมคนที่มีร่างกายแข็งแรงดีถึงอาจเป็นพาหะ?
โรคพร่องเอนไซม์ G6PD รู้ทันอาการ และแนวทางป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองยีนก่อนมีลูก
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง SCID คืออะไร? คู่รักควรรู้ วิธีตรวจคัดกรองก่อนมีลูก
