บายพาสหัวใจ (CABG) อีกหนึ่งการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

ศูนย์ : ศูนย์หัวใจ

บทความโดย : พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ แก้ไขเส้นเลือดหัวใจตีบตัน

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) คือ ทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันระดับรุนแรง ตีบหลายเส้น หรือมีความซับซ้อนที่ไม่สามารถรักษาด้วยการทำบอลลูนได้ โดยแพทย์จะทำการสร้างเส้นทางเดินเลือดใหม่ (ทางเบี่ยง) เพื่อให้เลือดและออกซิเจนกลับไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเต็มที่ แม้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่แต่มีความปลอดภัยสูงภายใต้การดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัยอีกครั้ง หากดูแลสุขภาพตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) เป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันระดับรุนแรง โดยมุ่งเน้นการสร้างเส้นทางไหลเวียนเลือดสายใหม่ เพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย มาร่วมทำความเข้าใจกลไกของการผ่าตัด ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงระยะเวลาในการพักฟื้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยอีกครั้ง

สารบัญ


การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) คืออะไร ?


การผ่าตัดบายพาสหัวใจ ทางเลือกในการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ การผ่าตัดบายพาสหัวใจ ทางเลือกในการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

บายพาสหัวใจ (CBAG - Coronary Artery Bypass Grafting) คือ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เพื่อทำทางเดินเลือดใหม่ให้ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น โดยแพทย์จะนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาต่อเชื่อมข้ามจุดที่ตีบหรืออุดตัน เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนเส้นใหม่ให้กับเลือด

วิธีนี้สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบมากกว่า 70% หรือมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย รวมไปถึงกรณีที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบหลายเส้นหรือตีบในบางตำแหน่งที่หากใช้การรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจและใส่ขดลวดอาจทำให้เส้นเลือดเสียหายได้ นับเป็นอีกทางเลือกในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายโดยเฉียบพลันได้ดี

> กลับสารบัญ


ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ จะต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ โดยแพทย์จะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร่วมกับอาการที่แสดง สภาพร่างกายโดยรวม และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งมีข้อบ่งชี้หลัก ๆ ดังนี้

  • เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบอย่างรุนแรง
  • มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
  • กรณีที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบหลายเส้นหรือตีบในบางตำแหน่ง ที่หากใช้การรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจและใส่ขดลวดอาจทำให้เส้นเลือดเสียหายได้
  • ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนหลังจากการใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดหัวใจ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างต่อเนื่องหลังจากการทำบอลลูนหัวใจ และใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ที่สัมพันธ์กับการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • มีโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคผนังกั้นหัวใจห้องล่างทะลุ เป็นต้น

> กลับสารบัญ


การผ่าตัดบายพาสหัวใจใช้รักษาโรคอะไร ?

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ ใช้รักษาโรคและภาวะที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหัวใจที่ผิดปกติเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มโรคดังต่อไปนี้

  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันรุนแรง หรือหลายเส้น
  • กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง ภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้รับเลือดอย่างเพียงพอต่อเนื่อง
  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  • ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจแต่กำเนิด
  • มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ที่สัมพันธ์กับการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว ที่เกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
  • ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

> กลับสารบัญ


การวินิจฉัยก่อนผ่าตัดบายพาสหัวใจ

ก่อนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อประเมินสภาพโดยรวมของร่างกาย ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจ และความพร้อมสำหรับการผ่าตัด การตรวจวินิจฉัยหลัก ๆ มีดังนี้

  • การซักประวัติ เช่น สอบถามเกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอก ความถี่ ความรุนแรง ระยะเวลา และปัจจัยกระตุ้น อาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ใจสั่น ประวัติโรคประจำตัว ประวัติการรักษาโรคหัวใจ ยาที่รับประทาน การแพ้ยา ประวัติการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจ
  • การตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจประเมินหัวใจ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจสวนหัวใจและฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  • การตรวจอื่น ๆ อาทิ ทำการเอกซเรย์ปอด และเจาะเลือดตรวจสำหรับเตรียมเลือดสำรองไว้

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

การผ่าตัดบายพาสหัวใจทำได้กี่วิธี ?


การผ่าตัดบายพาสหัวใจสามารถทำได้กี่วิธี การผ่าตัดบายพาสหัวใจสามารถทำได้กี่วิธี

การผ่าตัดบายพาสหัวใจมีหลายวิธี โดยศัลยแพทย์หัวใจจะเป็นผู้ทำการวินิจฉัยและตัดสินใจว่าควรใช้วิธีใดในการผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่

  1. การผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม (on-pump CABG) เป็นวิธีการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแบบดั้งเดิม โดยศัลยแพทย์จะหยุดหัวใจผู้ป่วยชั่วคราวระหว่างการผ่าตัด และใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม (cardiopulmonary bypass machine) เพื่อทำหน้าที่แทนปอดในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ และทำหน้าที่แทนหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยไม่ผ่านหัวใจ ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถทำการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากหัวใจหยุดนิ่งและไม่มีการเคลื่อนไหว เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น หรือมีการตีบในตำแหน่งที่ซับซ้อน
  2. การผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยไม่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม (off-pump CABG) โดยศัลยแพทย์จะไม่หยุดหัวใจผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด และไม่ได้ใช้อุปกรณ์พิเศษในการสูบฉีดเลือด เป็นการผ่าตัดแบบหัวใจยังเต้นอยู่โดยใช้เครื่องมือ Local Stabilizer เกาะยึดหัวใจในจุดที่ทำการต่อเส้นเลือดให้หยุดนิ่ง ในขณะที่ส่วนอื่นของหัวใจยังเต้นเป็นปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม เช่น ไม่เกิดการอักเสบขึ้นทั่วร่างกาย ไม่เกิดการติดเชื้อของแผลผ่าตัด ลดอัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นกว่า

> กลับสารบัญ


หลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ พักฟื้นกี่วัน ดูแลตัวเองอย่างไร ?

เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดบายพาสหัวใจเรียบร้อยแล้ว ต้องปฏิบัติตัวดังนี้

  • ผู้ป่วยต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อติดตามการรักษา หลังจากนั้นแพทย์จะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน
  • ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และติดตามผลการรักษากับแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • เมื่อแผลผ่าตัดบายพาสหัวใจหายสนิทประมาณ 10 วันหลังผ่าตัด สามารถอาบน้ำได้
  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • งดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และจัดการกับความเครียด
  • ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง หากปรุงอาหารควรเลือกใช้น้ำมันพืช แทนเนยหรือน้ำมันจากสัตว์ หรือให้วิธีลวก ต้ม นึ่ง และอบแทนการทอด
  • สามารถกลับไปทำกิจกรรมปกติที่เบา ๆ ได้ภายใน 2 เดือน และสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ภายใน 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
  • หากพบว่ามีอาการหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจเหล่านี้ อาทิ ไข้สูง หนาวสั่น แผลบวมแดง เจ็บมากผิดปกติ หรือมีหนอง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกรุนแรง ใจสั่น หน้ามืดเป็นลม ขาบวมมาก หรือปวดขาอย่างรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาโดยด่วน

> กลับสารบัญ


การผ่าตัดบายพาสหัวใจมีข้อดีอย่างไร ?

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ มีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันรุนแรง ข้อดีหลัก ๆ ได้แก่

  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ โดยการทำบายพาสช่วยนำเลือดไปเลี้ยงหลอดเลือดที่อุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนและสารอาหารเพียงพอ ลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก
  • ลดความเสี่ยงของหัวใจวาย (Heart Attack) การผ่าตัดจะสามารถลดโอกาสเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้
  • เพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมและคุณภาพชีวิต หลังจากพักฟื้น ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมได้มากขึ้น เช่น เดิน ออกกำลังกาย ทำงาน โดยมีอาการเหนื่อยน้อยลง
  • ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจมาก การผ่าตัดบายพาสอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้
  • ผู้ป่วยบางรายสามารถลดการใช้ยาระงับอาการเจ็บหน้าอก หรือยาลดความดันได้หลังผ่าตัด (แต่ยังต้องมียาบางชนิดที่ต้องใช้ตลอดชีวิต เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด)

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดบายพาสหัวใจ อันตรายไหม ความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนที่ควรรู้

การผ่าตัดบายพาสหัวใจนั้นมีความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ จึงอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ อย่างไรก็ตามโอกาสในการเกิดอาการแทรกซ้อนต่ำและส่วนมากสามารถแก้ไขได้ โดยอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้

  • ติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
  • มีเลือดออก
  • ไตวาย
  • อัมพาต
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

> กลับสารบัญ


ผ่าตัดบายพาสหัวใจ เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อุดตัน

สิ่งสำคัญของการรักษาผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ อุดตัน ด้วยวิธีการผ่าตัดบายพาสหัวใจ คือ การเลือกผ่าตัดรักษากับโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสากล โดยศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธนมีความพร้อมของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมหัวใจและศัลยแพทย์หัวใจ และทีมพยาบาลที่มากด้วยประสบการณ์ทางด้านหัวใจ ตลอดจนมีอุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีในการรักษาที่ทันสมัย พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจที่ได้มาตรฐาน สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจในการผ่าตัด เห็นผลดี และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

> กลับสารบัญ


ติดต่อสอบถามและนัดหมายบริการ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน

เวลาทำการ ศูนย์หัวใจ

  • วันจันทร์-ศุกร์ : เวลา 08.00-20.00 น.
  • วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. (หลัง 16.00 น. เป็นต้นไป ติดต่อศูนย์อายุรกรรม)

สถานที่ตั้ง

  • ศูนย์หัวใจ : โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1

ช่องทางติดต่อศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน

ปรึกษาเจ้าหน้าที่เบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมผ่าตัดบายพาสหัวใจ หรือจองคิวพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินอาการได้ที่

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (FAQs

  • Q: บายพาสหัวใจ กับ การใส่ขดลวด (Stent) ต่างกันอย่างไร ?

    A: การใส่ขดลวดคือการถ่างขยายหลอดเลือดจากภายในโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับจุดตีบที่ไม่ซับซ้อน ส่วนการบายพาสคือการสร้างทางเบี่ยงเลือดใหม่ เหมาะกับเคสที่มีการตีบหลายเส้นหรือมีความซับซ้อนสูง

  • Q: ผ่าตัดบายพาสหัวใจใช้เวลานานแค่ไหน ?

    A: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นที่ต้องทำบายพาสและความยากง่ายของแต่ละเคส

  • Q: หลอดเลือดที่นำมาต่อในการบายพาส มาจากส่วนไหนของร่างกาย ?

    A: ส่วนใหญ่แพทย์จะนำมาจากหลอดเลือดแดงบริเวณหน้าอก (IMA), หลอดเลือดดำบริเวณขา หรือหลอดเลือดแดงที่แขน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดในส่วนนั้น ๆ

  • Q: ผ่าตัดบายพาสหัวใจต้องกินยาตลอดชีวิตไหม ?

    A: ส่วนใหญ่จำเป็นต้องกินยาควบคุมความดัน ไขมัน และยาต้านเกล็ดเลือดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดที่ทำบายพาสไปเกิดการตีบซ้ำ

  • Q: ผู้ป่วยเบาหวานหรือสูงอายุผ่าตัดบายพาสหัวใจได้ไหม ?

    A: ทำได้ แต่ต้องมีการควบคุมระดับน้ำตาลและประเมินสภาพร่างกายโดยรวมอย่างละเอียด ซึ่งปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดแบบ Off-Pump ช่วยลดความเสี่ยงในกลุ่มนี้ได้ดี

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย




Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย