Center : ศูนย์มะเร็ง
Article by : Dr. Kittipong Udomdamrongkul13 December 2022

การรักษามะเร็ง ในปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิด และความรุนแรงของโรค โดยยาเคมีบำบัด ในภาษาอังกฤษ คือ Chemotherapy เราจึงคุ้นในชื่อ ยาคีโม นับเป็นการรักษาหลักของการรักษาทางยาที่ใช้มากที่สุดในการรักษาโรคมะเร็งปัจจุบัน โดยแพทย์อาจใช้คีโมเป็นการรักษาหลักเพียงอย่างเดียว หรืออาจใช้เสริมร่วมกับการรักษาแบบอื่นๆ เช่น ยาพุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสหายขาดให้สูงขึ้นกว่าการรักษาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียว ซึ่งทางศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางเล็งเห็นความสำคัญและคุณภาพชีวิตในการรักษาผู้ป่วยเป็นหลัก จะมีการวางแผนรักษาผู้ป่วยแต่ละรายด้วยการประชุมของสหสาขา ร่วมพิจารณาวางแผนรักษาด้วยกัน มีทีมให้คำแนะนำ คำปรึกษาถึงแนวทางตัวเลือกการรักษาที่เป็นไปได้กับผู้ป่วยและครอบครัวก่อนการตัดสินใจรักษา
สารบัญ
การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือที่รู้จักกันในชื่อ การทําคีโม คือ การรักษาเชิงระบบ (Systemic therapy) กล่าวคือยาสามารถออกฤทธิ์ได้กับทุกส่วนของร่างกาย โดยต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็ง และเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว และต่อเนื่อง ยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง หลายรูปแบบ ทำให้เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อไปและตายในที่สุด อย่างไรก็ตามยายังทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่แบ่งตัวเร็วเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เส้นผม เยื่อบุช่องปาก และไขกระดูก ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่รับยาดังกล่าวจะมีผมร่วง แผลในปาก เป็นต้น แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ยาเคมีบำบัดสมัยใหม่มีประสิทธิภาพดี และลดผลข้างเคียงทางยาได้ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
แพทย์อาจใช้ยาเพื่อจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษา การควบคุม หรือการประคับประคอง รายละเอียดดังนี้
ในผู้ป่วยโรคมะเร็งบางรายแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพียงชนิดเดียว แต่บ่อยครั้งมักมีการให้ยาสองชนิดหรือใช้ร่วมกับการรักษาในแบบอื่น ๆ เช่น การให้ยาเคมีบำบัด (คีโม) เสริมก่อน และภายหลังการผ่าตัด การให้ยาร่วมกับการฉายแสง เป็นต้น โดยประเภทและจำนวนของยาที่ผู้ป่วยได้รับจะขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งที่เป็น ระยะหรือความรุนแรงของโรค และการกระจายของเซลล์มะเร็งสู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย โดยมีเป้าหมายในการใช้เคมีบําบัด คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้สูงขึ้นกว่าการรักษาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียว
เคมีบำบัด หรือ คีโม สามารถให้เข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ตำแหน่งของก้อนมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยการให้คีโมแบ่งตามการบริหารยา ดังนี้
เคมีบำบัด หรือ คีโม ชนิดรับประทาน (Oral Chemotherapy) ยาจะอยู่ในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล สะดวกในการรับประทาน แต่ต้องรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยจะช่วยให้การบริหารยาสะดวกมากขึ้น และลดการเข้าพักในโรงพยาบาล
เคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Chemotherapy – IV Chemo) เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด โดยยาจะถูกฉีดเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงผ่านทางหลอดเลือดดำ สามารถให้ยาได้หลายรูปแบบ เช่น ฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรง ฉีดเข้าทางสายสวน หรือฉีดเข้าทางพอร์ต
เคมีบำบัดหรือ คีโมชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดแดง (Intra-arterial Chemotherapy – IA Chemo) ยาจะถูกฉีดเข้าสู่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งโดยตรง เหมาะสำหรับมะเร็งที่อยู่ในตำแหน่งเฉพาะที่ เช่น มะเร็งตับ
เคมีบำบัดชนิดฉีดเข้าทางเยื่อบุช่องท้อง (Intraperitoneal Chemotherapy – IP Chemo) ใช้ในการรักษามะเร็งที่แพร่กระจายในช่องท้อง ฉีดยาเข้าไปในช่องท้องโดยตรง เพื่อให้ยาแทรกซึมเข้าสู่เซลล์มะเร็งที่อยู่ในเยื่อบุช่องท้อง เหมาะสำหรับมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง
คีโม ชนิดทาภายนอก (Topical Chemotherapy) ยาจะอยู่ในรูปแบบครีมหรือขี้ผึ้ง ใช้สำหรับมะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น มะเร็งผิวหนังชนิด Basal Cell Carcinoma โรคผิวหนังที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง เช่น Actinic Keratosis
ยาเคมีบําบัด มีอะไรบ้าง ซึ่งคีโมมีหลายประเภทแต่ละประเภทก็มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เช่น
การให้คีโม ใช้เวลากี่ชั่วโมง ? โดยทั่วไปอาจใช้เวลา 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง ต่อครั้ง ซึ่งระยะเวลาในการรักษาด้วยการทำคีโมขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง ระยะของโรคมะเร็ง และสูตรยา/ยาที่ให้ร่วมกัน โดยปกติจะให้เป็นชุด ใช้เวลา 1-5 วันต่อชุด แต่ละชุดห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาเฉลี่ย 6-8 ชุด ซึ่งขึ้นกับแผนการรักษาของแพทย์ โดยผู้ป่วยควรมารับยาตามนัดทุกครั้งเพื่อผลการรักษาที่ดี
วิธีการให้คีโม ทําอย่างไร ซึ่งขั้นตอนการรักษาด้วยเคมีบำบัด (คีโม) โดยทั่วไปมีดังนี้
แพทย์จะประเมินความพร้อมของผู้ป่วย และตรวจเลือดเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การทำงานของตับและไต เนื่องจากยามีผลกดการทำงานของไขกระดูกซึ่งทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดต่ำได้ และยาเคมีบำบัด (คีโม) บางชนิดต้องมีการปรับขนาดยาตามการทำงานของตับและไต
ยาเคมีบำบัด หรือ "คีโม" เป็นยารักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ ที่ออกฤทธิ์โดยการทำลายเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งยาจะเข้าไปขัดขวางกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด โดยในมะเร็งบางชนิด เซลล์มะเร็งไวต่อยาคีโมมาก ทำให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้หมดและหายขาดได้ ในหลายกรณี คีโมจะใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือการรักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งการรักษาแบบผสมผสานนี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดไปและป้องกันการกลับมาของมะเร็งได้
เนื่องจากการทำคีโมอาจมีผลต่อเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง โดยผลข้างเคียงในผู้ป่วยแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสูตรยาเคมีบำบัด ขนาดของยาที่ได้รับ และสภาวะของผู้ป่วยก่อนที่จะได้รับยานั้น เช่น ผมร่วง เยื่อบุช่องปากอักเสบ เบื่ออาหาร ท้องเสีย อ่อนเพลีย ภาวะซีด และเม็ดเลือดต่ำกว่าปกติ เป็นต้น แต่ผลข้างเคียงดังกล่าวเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อยาหมดฤทธิ์อาการต่างๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นและกลับสู่ภาวะปกติ หากมีอาการดังกล่าวรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องให้รีบพบแพทย์ทันที
การรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดถือเป็นอีกหนึ่งการรักษาที่ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน ให้บริการ แต่ด้วยความเจริญก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด (คีโม) ในปัจจุบัน ทำให้มียากลุ่มใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีมากขึ้น และมีผลข้างเคียงลดน้อยลงกว่ายากลุ่มเดิม รวมทั้งยังมียาที่ช่วยป้องกันและลดอาการข้างเคียงได้ ทำให้การใช้ยามีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น และมีผลข้างเคียงลดน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้นโรงพยาบาลนครธนยังมีแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา ยังสามารถให้การดูแลบำบัดอาการและผลข้างเคียงระหว่างการรักษาเฉพาะรายร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยผ่านการรักษาต่าง ๆ ไปได้ และนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ช่องทางติดต่อโรงพยาบาลนครธน:
- - Website : https://www.nakornthon.com
- - Facebook : Nakornthon Hospital
- - Line : @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 (ตลอด 24 ชั่วโมง)