ศูนย์มะเร็ง
เราพร้อมดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ โภชนาการ การจัดการความเจ็บปวด และการเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรค เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกระยะของการรักษาโรคมะเร็ง
- ทำไมต้องเลือกศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน ?
- การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Screening)
- การวินิจฉัยโรคมะเร็ง
- ทางเลือกในการรักษามะเร็ง
- การติดตามผลการรักษา (Follow up)
- การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
- มะเร็งพบบ่อยในประเทศไทย
ทำไมต้องเลือกศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน ?
โรคมะเร็งเป็นโรคที่ต้องการการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเหมาะสม และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน พร้อมอยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่วันแรกที่รู้ผล ควบคู่ไปกับการให้บริการตั้งแต่การป้องกัน ไปจนถึงการรักษา และเฝ้าระวังภาวะของโรคมะเร็งทุกระยะ ด้วยความโดดเด่นของการรักษา ดังนี้
- ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทีมแพทย์ที่ประกอบไปด้วยผู้ชำนาญการหลากหลายสาขาจะทำงานร่วมกันเพื่อให้การวินิจฉัยและการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่
- มะเร็งวิทยา ดูแลการรักษามะเร็งด้วยการใช้ยาเชิงระบบ ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยามุ่งเป้า
- ศัลยแพทย์ ผ่าตัดหรือรักษามะเร็งด้วยวิธีการอื่น ๆ
- แพทย์รังสีรักษา ดูแลรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสี ให้การวินิจฉัยและร่วมกับทีมประเมินระยะโรคมะเร็ง
- พยาธิแพทย์ วินิจฉัยและสรุปผลการตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)
- พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง ดูแลผู้ป่วยในระหว่างการรักษามะเร็งและหลังการรักษา
- ดูแลแบบครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองเชิงรุก (Screening) การรักษา (Treatment) ไปจนถึงการติดตามผล (Follow-up)
- ดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) มุ่งเน้นการจัดการความเจ็บปวดและดูแลสภาพจิตใจ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา
การบริการทางการแพทย์
เราเป็นศูนย์โรคมะเร็งที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุม โดยใช้เทคโนโลยีตามมาตรฐานทางการแพทย์ ควบคู่กับการดูแลแบบองค์รวม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Screening)
ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน สามารถให้บริการตรวจวิเคราะห์มะเร็ง ถึงระดับยีน ผู้ป่วยสามารถตรวจคัดกรองได้ตามประเภทชนิดของมะเร็ง ด้วยนวัตกรรม เครื่องมือ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ช่วยทำให้ค้นพบโรคมะเร็ง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูง เช่น ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง มีประวัติสูบบุหรี่ เป็นต้น เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
1. การตรวจยีนเพื่อป้องกัน (Prevention) ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เนื่องจากพันธุกรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง การตรวจหายีนก่อโรคมะเร็งชนิดถ่ายทอดในครอบครัวด้วยห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล สามารถค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคมะเร็งเพื่อรับรู้ ตระหนัก เฝ้าระวัง โอกาสที่อาจเกิดขึ้น ผู้ทดสอบจะได้รับคำแนะนำแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในอนาคตแบบเฉพาะบุคคลเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น
- การตรวจคัดกรองหาความเสี่ยงโรคมะเร็งจากยีน สามารถวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมของยีน ยีน ถือว่าเป็นการตรวจหาความผิดปกติเชิงรุกของยีนมะเร็งในร่างกายที่เกิดจากการกลายพันธุ์จาก อายุ พฤติกรรมเสี่ยง หรือสภาพแวดล้อม
- การตรวจยีนความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรมจากบรรพบุรุษ Germline mutation เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในผู้ชาย และผู้หญิง วิเคราะห์การกลายพันธุ์ของยีนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งทางพันธุกรรม
- SPOT-MAS การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นเทคโนโลยีตรวจคัดกรองมะเร็งแบบ Multi-Cancer Early Detection (MCED) โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่หลุดออกมาจากเซลล์มะเร็งในกระแสเลือด (Circulating Tumor DNA: ctDNA) จากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในผู้ที่ยังไม่มีอาการ โดย SPOT-MAS สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะแรกเริ่ม 10 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งท่อนํ้า
2. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Marker) โดยการตรวจจากเลือด
3. การตรวจโรคมะเร็ง โดยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ได้แก่
4. การค้นหาประวัติทางพันธุกรรมโดย Family Tree การทำ “Family Tree” หรือ แผนผังแสดงความสัมพันธ์ในครอบครัว คือ กุญแจสำคัญในการคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งทางพันธุกรรม ช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน ดังนั้น การรวบรวมข้อมูล บันทึกอายุ และประวัติโรค โดยเฉพาะประวัติการเป็นมะเร็งของญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ลูก หรือญาติสายเลือดใกล้ชิด จะเป็นเสมือนแผนที่นำทางสู่ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ สามารถนำไปสู่การตรวจคัดกรอง และดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
การวินิจฉัยโรคมะเร็ง
การวินิจฉัยโรคมะเร็งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน ให้ความสำคัญกับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง และทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกับเทคโนโลยีการตรวจและการรักษา เพื่อระบุชนิดและระยะของโรคได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล กระบวนการวินิจฉัยโรคมะเร็งประกอบด้วยเทคโนโลยี ได้แก่
- การตรวจเอกซเรย์พิเศษ PET-CT ช่วยตรวจหาตำแหน่งของเซลล์มะเร็งและการกระจายของโรคได้อย่างละเอียด ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัย โดยนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจเพื่อดูว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญการของศัลยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง
- การตรวจระดับโมเลกุล (Molecular Testing) เป็นการวิเคราะห์เชิงลึกในระดับพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง เพื่อช่วยระบุลักษณะเฉพาะของโรค และเลือกแนวทางการรักษาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบการตรวจหาการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งจากชิ้นเนื้อมะเร็ง หรือจากเลือด ที่จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิผล และเหมาะสมในแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น
ทางเลือกในการรักษามะเร็ง
การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าและหลากหลายมากขึ้น อีกทั้งหมอมะเร็งที่ให้การรักษายังจะพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ซึ่งมักเป็นการผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยมีแนวทางในการรักษามะเร็ง ได้แก่
ยาเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy)
ยารักษามะเร็งที่ออกฤทธิ์ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในหลายรูปแบบ ทำให้เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวต่อไปได้และตายในที่สุด
ฉายรังสีรักษาหรือการฉายแสง (Radiotherapy)
การใช้รังสีพลังงานสูงฉายไปทำลายกลุ่มก้อนเซลล์มะเร็งนั้น ๆ ซึ่งในแต่ละครั้งที่ฉายแสงนั้น เซลล์มะเร็งจะสะสมความผิดปกติของพันธุกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากรังสีได้และเซลล์นั้นก็จะตายลง
ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ซึ่งยับยั้งการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องต่อการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง สามารถควบคุมมะเร็งได้ยาวนานกว่า และมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าการใช้ยาเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy)
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
ยารักษามะเร็งที่เข้าไปยับยั้งกระบวนการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของเซลล์มะเร็ง และกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือว่าเป็นการใช้ภูมิคุ้มกันร่างกายของเราเองเข้าไปต่อสู้กับเซลล์มะเร็งโดยตรง
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone marrow transplantation) เป็นการรักษามะเร็งโดยการนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากแหล่งกำเนิด คือไขกระดูก เลือด และเลือดจากสายสะดือรก ทั้งของผู้อื่น หรือของตนเองที่เก็บไว้มาใช้ในการรักษามะเร็ง
การผ่าตัด (Surgery)
วิธีการรักษามะเร็งที่อยู่เฉพาะที่ ยังไม่มีการลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงอื่นหรือไม่อยู่ระยะแพร่กระจาย ซึ่งจะสามารถควบคุมโรคได้ นอกจากนี้เทคนิคการผ่าตัดยังมีความก้าวหน้ามาก สามารถผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออกโดยไม่ทำให้อวัยวะเสียรูปทรง และหลีกเลี่ยงการสูญเสียอวัยวะนั้นไปได้ เช่น การผ่าตัดมะเร็งเต้านมแบบสงวนเต้า และยังมีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ส่งผลกระทบน้อย เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) เป็นต้น
การรักษามะเร็งเฉพาะจุด
การรักษาโดยใช้อุปกรณ์จี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อนหรือคลื่นความถี่สูง (Radiofrequency Ablation: RFA) ไปทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นเป้าหมายสำคัญผ่านทางเข็ม รวมไปถึงการใช้ยาเคมีบำบัดผ่านทางการอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง (Transarterial Chemo Embolization: TACE) ผ่านทางหลอดเลือดแดง โดยวิธีเหล่านี้มักจะใช้ในการรักษามะเร็งตับ
การติดตามผลการรักษา (Follow up)
หมอมะเร็งที่ให้การรักษา ณ ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน จะมีการติดตามและเฝ้าระวังเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่ทำการรักษาจนครบแล้ว
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน เป็นแนวทางการดูแลที่มุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคมะเร็งในทุกระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีภาวะมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือเมื่อการรักษามุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาการมากกว่าการรักษาโรคโดยตรง Palliative Care ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่เป็นการดูแลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาความเจ็บปวดและอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรค เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีความหมายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
การดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จะมีทีมบุคลากรคอยดูแลอย่างใส่ใจ ได้แก่ ทีมแพทย์ และทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น อายุรแพทย์ด้านโรคมะเร็ง แพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง นักโภชนาการ พยาบาลเฉพาะทางที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง โดยจะดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยมีเป้าหมายหลัก คือการบรรเทาอาการเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความเครียด ที่เกิดจากโรคมะเร็งและการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยลดความทรมาน เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว
มะเร็งพบบ่อยในประเทศไทย
มะเร็งแต่ละชนิดมีลักษณะอาการและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกันไป การรู้จักสัญญาณเตือนของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย มีดังนี้
มะเร็งตับ (Liver Cancer)
อาการส่วนใหญ่ที่มักพบ ได้แก่ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ เจ็บชายโครงขวา คลำก้อนได้ที่ชายโครงขวา ในช่วงท้ายอาจมีไข้เรื้อรัง ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือบางรายมีอาการบ่งชี้ว่าเป็นตับแข็ง เช่น ขาบวม ท้องบวม เส้นเลือดโป่งพอง
มะเร็งปอด (Trachea Bronchus and Lung cancer)
ในระยะแรก ๆ มักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจนไปกดหลอดลมหรือลุกลามไปสู่อวัยวะอื่นจึงจะแสดงอาการ ได้แก่ ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หน้าบวม แขนบวม น้ำหนักลด เบื่ออาหาร
มะเร็งเต้านม (Breast cancer)
อาการส่วนใหญ่ที่มักพบ ได้แก่ คลำเจอก้อนในเต้านม มีของเหลวออกจากบริเวณหัวนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเลือดจะเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งยิ่งขึ้น ผิวหนังบริเวณเต้านมมีลักษณะคล้ายผิวส้ม หรือมีรอยบุ๋มที่ผิวหนัง หรือเต้านมผิดรูปร่างไปจากเดิม
มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (Colorectal Cancer)
อาการที่พบได้แก่ ปวดท้อง แน่นท้อง คล้ายโรคกระเพาะ เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ลักษณะการขับถ่ายอาจเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากลำไส้อุดตัน เช่น ถ่ายอุจจาระปนเลือด มีภาวะซีด อุจจาระมีสีคล้ำคล้ายสีของเลือดหมู อุจจาระเหลวกับอุจจาระแข็งสลับกัน บางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด เป็นต้น
มะเร็งปากมดลูก (Uterine Cancer)
อาการที่พบได้แก่ มีระดูขาวมากผิดปกติ มีภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกกะปริดกะปรอย เลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ประจำเดือนมาผิดปกติ ประจำเดือนมานานขึ้น หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดหน่วงท้องน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer)
อาการที่พบได้แก่ ถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งปัสสาวะนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง แสบ และเจ็บปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ รู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะถี่ ในบางรายอาจมีเลือดปนออกมาด้วย
มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)
ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ หรืออาการไม่ชัดเจน เช่น อาหารไม่ย่อยท้องอืดท้องเฟ้อ รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง อิ่มง่ายหรืออิ่มเร็วขึ้นหลังรับประทานอาหาร อาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยที่สุด ได้แก่ อาการท้องอืดโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำในท้องหรือก้อนมีขนาดใหญ่มากจนกดเบียดอวัยวะอื่น ๆ ในท้อง ซึ่งเป็นอาการของโรคที่แพร่กระจายแล้ว หรือระยะ 3-4
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือ ลิมโฟม่า (Lymphoma)
เป็นมะเร็งที่สามารถเกิดได้ในทุกอวัยวะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น และลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น ตับ ม้าม ทางเดินหายใจ หรือระบบประสาท สามารถเป็นได้ทุกวัย ทั้งในวัยผู้ใหญ่ วัยผู้สูงอายุ และวัยเด็ก
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถปรึกษาพยาบาลเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมตรวจมะเร็ง วางแผนการรักษา หรือจองคิวพบแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง เพื่อประเมินอาการและความเสี่ยงของโรคได้ที่
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1233
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษามะเร็ง (FAQs)
-
Q: น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่ ?
A:การที่น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของโรคมะเร็ง โดยเฉพาะหากลดลงอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการอื่น เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีอาการผิดปกติของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสม -
Q: มะเร็งระยะแรกมีอาการอะไรที่ควรสังเกต ?
A:มะเร็งในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่สัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- มีก้อนผิดปกติในร่างกาย
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- เลือดออกผิดปกติ เช่น ไอเป็นเลือด หรือถ่ายเป็นเลือด
- การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย -
Q: ตรวจเลือดหามะเร็งได้ไหม แม่นยำแค่ไหน ?
A:การตรวจเลือดสามารถช่วยคัดกรองความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้ เช่น การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers) แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยได้ 100% โดยทั่วไป แพทย์จะใช้การตรวจเลือดร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ หรือการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อเพิ่มความถูกต้องในการวินิจฉัย -
Q: ระหว่างรับคีโมหรือฉายแสง ยังสามารถไปทำงานหรือใช้ชีวิตปกติได้ตามปกติหรือไม่ ?
A:ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือภูมิคุ้มกันลดลง ทั้งนี้แพทย์จะประเมินและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รวมถึงปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด -
Q: ศูนย์มะเร็งนครธนดูแลญาติผู้ป่วยด้วยหรือไม่ ?
A:ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน ตั้งอยู่ในย่านพระราม 2 ให้ความสำคัญกับการดูแลทั้งผู้ป่วยและครอบครัว โดยมีทีมแพทย์และบุคลากรคอยให้คำแนะนำด้านการดูแลผู้ป่วย การปรับตัว รวมถึงการสนับสนุนด้านจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถรับมือกับการรักษาได้อย่างมั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระหว่างการรักษา
เวลาทำการ
เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อังคาร, พฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 08.00 – 17.00 น. และ พุธ เวลา เวลา 08.00 – 12.00 น.
สถานที่ตั้ง
ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 (ด้านในศูนย์อายุรกรรม)
นัดหมายและติดต่อสอบถามรายละเอียด
โทร. 0-2450-9999 ต่อ 1233
