ศูนย์ : ศูนย์โสต ศอ นาสิก
บทความโดย : พญ. จุฑามาส สุวัฒนภักดี4 กุมภาพันธ์ 2021

หูเสียเป็นอาการอย่างหนึ่งของผู้ที่มีปัญหาการได้ยินผิดปกติซึ่งจะพบว่ามีอาการหูอื้อ หูตึง (ได้ยินเสียงไม่ชัดเจนหรือฟังไม่รู้เรื่อง) หรือหูหนวก (ฟังไม่ได้ยินเสียง) ซึ่งการได้ยิน ถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของการพูด ดังนั้น หากมีการได้ยินที่ผิดปกติหรือบกพร่องทางการได้ยินก็จะทำให้มีปัญหาในการสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นในเด็กเล็ก จะทำให้เด็กมีปัญหาพูดช้าและมีผลเสียต่อความสามารถในการเรียนรู้ ความจำ พฤติกรรมและการพัฒนาทางอารมณ์และสังคมอีกด้วย
สารบัญ
หูตึงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและทั่วโลกพบได้พอๆ กันทารกแรกเกิด 1,000 คน จะมีทารกแรกเกิดที่หูเสียประมาณ 1-3 คน และพบได้มากขึ้นเป็น 10-20 เท่าในทารกแรกเกิดที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการได้ยินบกพร่องร่วมด้วย
สาเหตุของอาการหูตึง ได้แก่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความผิดปกติของหู ใบหน้าและศีรษะแต่กำเนิด การติดเชื้อหัดเยอรมัน ซิฟิลิส ไข้สุกใสระหว่างการตั้งครรภ์ ภาวะขาดอากาศระหว่างคลอดและการติดเชื้อหลังคลอด ได้รับยาหรือสารบางอย่างที่มีพิษต่อหู ยาเสพติดและสารระเหย สุรา อุบัติเหตุที่ศีรษะ การติดเชื้อหัดคางทูม หูชั้นกลางหรือหูชั้นในอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบไข้สมองอักเสบ เป็นต้น
เนื่องจากความพิการทางการได้ยินโดยส่วนใหญ่เป็นความพิการชนิดซ่อนเร้น โดยทั่วไปจึงไม่พบความผิดปกติของร่างกายยกเว้นในบางรายที่มีความผิดปกติของหู ใบหน้าและศีรษะตั้งแต่เกิดร่วมด้วย จึงต้องอาศัยการประเมินปัจจัยเสี่ยง อาการหูเสียและสังเกตการตอบสนองต่อเสียง เช่น เรียกไม่หัน ร้องไห้โวยวายเสียงดัง ดื้อมากกว่าปกติหรือมีปัญหาพูดช้าหรือพูดไม่ชัด เป็นต้น
แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจหู จากนั้นจะทดสอบการได้ยินโดยใช้เครื่องตรวจการได้ยินในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถทำการตรวจคัดกรองการได้ยินได้ตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากทำได้ง่าย รวดเร็วและปลอดภัยไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด หากพบว่ามีความผิดปกติจึงจะทำการวินิจฉัยและตรวจต่อไปเพื่อหาระดับการได้ยินด้วยเครื่องตรวจคลื่นสมองที่เกี่ยวกับการได้ยิน ทำให้ทราบได้ว่าทารกมีความผิดปกติของการได้ยินอยู่ในระดับใด หูตึงเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง หรือหูหนวก
การรักษาอาการหูหนวก หูตึงให้หายขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเกิดจากโรคของหูชั้นนอกและหูชั้นกลางสามารถรักษาได้ด้วยยาหรือการผ่าตัด แต่หากเกิดจากโรคของหูชั้นในหรือประสาทหูแล้ว การรักษามี 2 ทางเลือก คือ
เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ขยายเสียงที่มีประสิทธิภาพสูง และมีกลไกที่สามารถปรับแต่งคุณภาพเสียง ให้เหมาะกับการได้ยินของแต่ละบุคคลได้ การใช้เครื่องช่วยฟังจะไม่ทำให้ประสาทหูเสื่อมเพิ่มขึ้น เมื่อใส่เครื่องช่วยฟังผู้ปกครองควรจะต้องเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาเครื่อง เพื่อกระตุ้นให้เด็กใส่เครื่องช่วยฟังตลอดเวลาที่ตื่น ทำให้เด็กคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่มีเสียง นอกจากนี้จำเป็นจะต้องพาเด็กมารับการฝึกจำแนกเสียงและฝึกพูดเป็นระยะๆ ตามลำดับ
จากการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กหูเสียที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาก่อนอายุครบ 6 เดือน จะมีความสามารถในการพูดและการใช้ภาษาใกล้เคียงกับเด็กปกติ การที่เด็กหูตึงจะพูดได้หรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือ และการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองเป็นหลัก นักแก้ไขการพูดที่ประจำโรงพยาบาลจะให้คำปรึกษา และแนะนำวิธีการฝึกที่ถูกต้องให้แก่ผู้ปกครองเพื่อนำไปปฏิบัติที่บ้าน เมื่อเด็กสามารถพูดได้ ก็จะสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ และสามารถเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัยได้ แต่หากเด็กไม่ได้รับการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพหลัง 7 ปีไปแล้ว สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินจะเสียความสามารถในการทำงานไป แม้ว่าใส่เครื่องช่วยฟังในภายหลังก็ไม่สามารถจำแนกเสียงได้ ทำให้เด็กพูดไม่ได้ถึงขั้นหูหนวก และจำเป็นต้องเข้าโรงเรียนสำหรับผู้พิการทางการได้ยินเพื่อฝึกภาษามือ ซึ่งจะมีผลทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้รับการศึกษาในระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีผลต่อความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป
ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหู คอ จมูก ทันทีที่สงสัยว่าเด็กมีการได้ยินบกพร่อง หรือพัฒนาการทางการพูดล่าช้า หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการหูหนวก ดังต่อไปนี้
หากพ่อแม่ ผู้ปกครองสงสัยว่าลูกมีปัญหาการได้ยิน อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะการนิ่งเฉยและเวลาที่ผ่านไปนานขึ้น จะยิ่งทำให้ปัญหาการได้ยินของลูกลุกลาม ควรพาลูกเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูและการได้ยินทันที เพื่อที่จะได้รับการวินิจฉัย และรักษาช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที