เนื่องจากเชื้อโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัส ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจเป็นสำคัญ สามารถทำให้เกิดปอดอักเสบ หายใจเหนื่อย ไอแห้งหรือมีเสมหะร่วมด้วย สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว และต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวลดลง เกิดผลกระทบจากการนอนนานๆ เช่น การถดถอยของกำลังกล้ามเนื้อ
คลิปนี้ พญ.พรหทัย ต.ศรีวงษ์ แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนครธน จะมาแนะนำวิธีการฝึกทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองได้ง่ายๆ ขณะอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อการฟื้นฟูปอดให้แข็งแรงให้กับผู้ที่ติดเชื้อโควิด -19 โดยวิธีการดังกล่าวเหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง และรับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมกับการสาธิตโดยนักกายภาพบำบัดวิชาชีพ
สารบัญ
สำหรับขั้นตอนนี้มีข้อควรระวังคือหากมีโรคประจำตัวต่อไปนี้ ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไต ตับรุนแรง โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดดำอุดตัน หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เพิ่งเป็นไม่นาน โรคลิ้นหัวใจตีบ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ควรทำกายภาพบำบัดด้วยตนเองและควรปรึกษาแพทย์
ที่สำคัญระหว่างการฝึก ควรสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติ ได้แก่ เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หอบเหนื่อยรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ตาพร่ามัว ให้หยุดการฝึกทันที ถ้าพักแล้วไม่ดีขึ้น ควรรายงานให้แพทย์หรือพยาบาลทราบ
วัตถุประสงค์ในการฝึกหายใจด้วยตนเองนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มการระบายอากาศและการแลกเปลี่ยนก๊าซภายในปอด ช่วยป้องกันภาวะปอดแฟบ เพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อในการหายใจ ใช้พลังงานในการหายใจน้อยลง ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย ทั้งนี้การฝึกในส่วนนี้ สามารถทำได้ทุก 1-2 ชั่วโมง ยกเว้นช่วงที่นอนหลับพักผ่อน
1. การฝึกหายใจด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม
เริ่มโดยอยู่ในท่าที่สบาย เช่น นั่งบนเตียงที่ปรับเอนประมาณ 45 องศา รองหมอนที่ศีรษะและเข่า หรือสามารถนั่งบนเก้าอี้แทนได้ จากนั้นให้วางมือข้างหนึ่งบนหน้าอก และมืออีกข้างหนึ่งที่ท้องส่วนบน บริเวณใต้ลิ้นปี่ ผ่อนช่วงคอบ่าลงโดยไม่ต้องเกร็ง จากนั้นหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ให้ท้องป่อง หายใจออกทางปากช้าๆ ท้องยุบ โดยสังเกตว่ามือที่วางอยู่บนหน้าท้องขยับขึ้น และลง ตามการหายใจ ในขณะที่ทรวงอกไม่ขยับ สังเกตว่ามือที่วางบนทรวงอกจะนิ่ง ทำชุดละ 5-10 ครั้ง
2. การฝึกหายใจโดยเน้นการขยายตัวของทรวงอกส่วนล่าง
อยู่ในท่าที่สบาย วางมือทั้งสองข้างที่ทรวงอกส่วนล่าง บริเวณชายโครง หายใจเข้าช้าๆ ให้ทรวงอกส่วนล่างขยาย หายใจออก ทรวงอกส่วนล่างหุบเข้า โดยสังเกตว่ามือที่วางอยู่บนชายโครงขยับตามการหายใจ หายใจเข้า ซี่โครงบานออก หายใจออกซี่โครงหุบเข้าทำชุดละ 5-10 ครั้ง
3. การเคลื่อนไหวผนังทรวงอกด้วยตนเอง นั่งในท่าที่สบาย
หากคุณมีเสมหะร่วมด้วย สามารถระบายเสมหะด้วยตนเองตามขั้นตอน ทั้งนี้ควรเตรียมอุปกรณ์เช่น กระดาษทิชชู ถุงสำหรับใส่ทิชชูเปื้อน เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สำหรับทำความสะอาดเมื่อมีการไอขับเสมหะระหว่างการฝึก และควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร สวมใส่หน้ากากอนามัยขณะฝึก และไอใส่กระดาษทิชชู
ครั้งที่ 1 หายใจเข้าลึกที่สุด โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ห่อปากเป็นรูปวงกลม พ่นลมออกทางปากแรงและยาว ใช้แรงจากหน้าท้องช่วย
ครั้งที่ 2 หายใจเข้าลึกเท่าปกติ ทำเช่นเดียวกับครั้งแรก เมื่อทำได้แล้ว เราจะฝึกหายใจสลับกับพ่นลมหายใจเพื่อขับเสมหะ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายอากาศและการขับเสมหะ ตามขั้นตอน ดังนี้
หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนข้างต้นแล้ว ถ้ามีเสมหะ ให้ไอออกมา โดยหันหน้าไปยังทิศทางออกจากผู้อื่นและไอใส่กระดาษทิชชูแต่หากเสมหะยังไม่ออก สามารถทำซํ้าอีก 1 รอบได้ ทั้งนี้หากรู้สึกเวียนศีรษะคล้ายหน้ามืดขณะฝึก ควรพักสักครู่
ควรนอนบนเตียงในท่าที่สบาย
ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสามารถลุกเดิน ทำกิจวัตรประจำวันในห้องได้เป็นปกติ เพื่อให้มีการขยับเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่เสมอ แต่หากเป็นผู้สูงอายุ มีประวัติพลัดตกหกล้มหรือต้องการบุคคลช่วยเหลือในขณะเดินหรือลงจากเตียง ไม่ควรลุกทำกิจกรรมต่างๆ เอง โดยอาจใช้วิธีการนั่งห้อยขาข้างเตียง หรือปรับเตียงขึ้นนั่งเพื่อทำกิจวัตรประจำวันบนเตียงได้