ความดันลูกตาสูง ภัยเงียบเสี่ยงต้อหิน เช็กสาเหตุ อาการ และวิธีลดความดันตา

ศูนย์ : ศูนย์จักษุ

บทความโดย : พญ. วิภาวี วงษ์ไชยคณากร

ความดันลูกตาสูง

เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ระบบและโครงสร้างต่างๆ ของร่างกายย่อมเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา ส่งผลให้ดวงตาเผชิญกับความเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติและโรคตาหลากหลายชนิดได้ง่ายยิ่งขึ้น ความเสี่ยงที่มักพบได้บ่อยกับดวงตา คือ ความดันลูกตาสูง (High Intraocular Pressure) ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงลำดับต้นๆ ที่นำไปสู่การเกิด โรคต้อหิน (Glaucoma) โรคตาเรื้อรังที่สามารถทำลายเส้นประสาทตาและนำไปสู่อาการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้อย่างลึกซึ้งจึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตาให้คงอยู่ยาวนาน


ความดันลูกตาสูง คืออะไร?

ความดันลูกตา (Intraocular Pressure: IOP) หมายถึง ค่าแรงดันของของเหลว (น้ำเลี้ยงลูกตา) ที่กดดันอยู่ต่อผนังภายในของลูกตา โดยการวัดค่าความดันลูกตามีหน่วยวัดเป็น มิลลิเมตรปรอท (mmHg) โดยค่าเฉลี่ยความดันลูกตาของคนไทยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 13.3 มิลลิเมตรปรอท โดยเกณฑ์มาตรฐานสากลในการประเมินระดับ ความดันลูกตาปกติเท่าไหร่ มีรายละเอียดดังนี้

ระดับความดันลูกตา ค่าเกณฑ์มาตรฐาน (มิลลิเมตรปรอท: mmHg) การแปลผล
ความดันลูกตาปกติ 10 - 21 mmHg อัตราการผลิตและระบายน้ำเลี้ยงลูกตาสมดุล
สภาวะดวงตาปกติ
ความดันลูกตาสูง มากกว่า 21 mmHg ขึ้นไป มีความไม่สมดุลของน้ำเลี้ยงลูกตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินสูง

เมื่อค่าความดันลูกตาตรวจพบว่าสูงเกินกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท แพทย์จะจัดว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะ ความดันลูกตาสูง ซึ่งแม้ว่าในระยะแรกจะยังไม่พบการทำลายของขั้วประสาทตา แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการควบคุม แรงดันที่สูงขึ้นจะกดทับและทำลายเซลล์ประสาทตาอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่โรคต้อหินและการสูญเสียสายตาอย่างถาวรในที่สุด

> กลับสารบัญ


สัญญาณเตือนและ อาการความดันลูกตาสูง

หนึ่งในความน่ากลัวของภาวะความดันลูกตาสูง คือ ผู้ป่วยจำนวนมากมัก ไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ในระยะเริ่มต้น เนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหรือสูงสะสมเป็นเวลานาน อาจแสดง อาการความดันลูกตาสูง ที่สังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • อาการปวดตาและตาแดง รู้สึกตึง ปวดแน่นบริเวณเต้าตา หรือรอบดวงตา และอาจมีอาการตาแดงร่วมด้วย
  • การมองเห็นมัวลง ภาพที่มองเห็นมีความพร่ามัว ชัดเจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • มองเห็นวงแสงรุ้ง เมื่อมองไปยังดวงไฟ จะเห็นเป็นรุ้งหรือรอบวงแสงล้อมรอบหลอดไฟ
  • อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน: เกิดขึ้นเนื่องจากความดันในตาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท
  • การสูญเสียลานสายตา: สายตาค่อยๆ คืบคลานมืดลงจากขอบนอกเข้ามาตรงกลางความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร?

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

ความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร?

ความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร สามารถอธิบายได้ผ่าน 5 ปัจจัยต้นเหตุทางกายภาพและพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างน้ำเลี้ยงลูกตามากเกินไป เกิดจากต่อมสร้างน้ำเลี้ยงลูกตาภายในดวงตาผลิตของเหลวใสออกมาในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น จนระบบระบายน้ำตามธรรมชาติไม่สามารถขับน้ำออกจากลูกตาได้ทันท่วงที ก่อให้เกิดการสะสมตัวของน้ำและแรงดันภายในลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น
  2. ระบบการระบายน้ำเลี้ยงลูกตาอุดตันหรือผิดปกติ แม้ว่าร่างกายจะผลิตน้ำเลี้ยงลูกตาในปริมาณปกติ แต่หากช่องทางระบายน้ำ เช่น ตะแกรงระบายน้ำในตา หรือมุมตา เกิดสภาวะแคบลง มีสิ่งอุดตัน หรือมีการอักเสบภายใน จะส่งผลให้น้ำเลี้ยงลูกตาไม่สามารถระบายออกสู่หลอดเลือดดำได้ ทำให้เกิดภาวะความดันตั่งค้างและสูงขึ้น
  3. การได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บบริเวณดวงตา การถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณดวงตา อาการติดเชื้อภายในดวงตา หรือเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดตา สามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา ทำให้ระบบไหลเวียนทำงานผิดปกติและเกิดความดันลูกตาสูงตามมา
  4. โรคตาและโรคประจำตัวทางกาย ภาวะความดันลูกตาสูงมีความสัมพันธ์อย่างมากกับโรคตาบางชนิด เช่น โรคม่านตาอักเสบ (Uveitis), ต้อกระจก (Cataract), หรือภาวะเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy)
  5. ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด การได้รับยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroids) ไม่ว่าจะเป็นยาหยอดตา ยารับประทาน หรือยาทาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนี้จึงควรได้รับการตรวจติดตามสุขภาพดวงตาอย่างใกล้ชิด

> กลับสารบัญ


ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงภาวะความดันลูกตาสูง?

แม้ว่าภาวะความดันลูกตาสูงจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ถือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป และควรเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำ

  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันลูกตาสูง หรือโรคต้อหิน
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นมาก (High Myopia)
  • ผู้ป่วยโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ผู้ที่เคยมีประวัติได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตา หรือเคยผ่านการผ่าตัดตามาก่อน

> กลับสารบัญ


ภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากความดันลูกตาสูง

หากปล่อยให้ความดันลูกตาสูงเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลให้เกิดโรคต้อหินทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน เห็นภาพมัวหรือแสงรุ้งรอบดวงไฟ และร้ายแรงที่สุดคือการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร (ตาบอด)

> กลับสารบัญ



ขั้นตอนการวินิจฉัยความดันลูกตาสูงโดยจักษุแพทย์

จักษุแพทย์จะซักประวัติสุขภาพ ประวัติครอบครัว และอาการผิดปกติอย่างละเอียด ร่วมกับการใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการวินิจฉัย ดังนี้

  • การตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจวัดค่าแรงดันน้ำภายในลูกตา
  • การตรวจดูมุมตา ใช้เลนส์พิเศษส่องตรวจมุมตาเพื่อดูว่าช่องทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาเปิดหรืออุดตัน
  • การตรวจวัดความหนาของกระจกตา เพื่อนำค่าความหนามาคำนวณปรับค่าความดันลูกตาให้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • การทดสอบลานสายตา ตรวจประเมินขอบเขตการมองเห็น เพื่อเช็กว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับประสาทตาแล้วหรือยัง

> กลับสารบัญ


วิธีลดความดันลูกตา ป้องกันโรคต้อหินอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายหลักของการรักษาและการใช้ วิธีลดความดันลูกตา คือการควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายจนเกิดโรคต้อหิน โดยแนวทางการรักษามีหลากหลายวิธีตามระดับความรุนแรง

  1. การใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง (Medication)

    เป็นวิธีแรกเริ่มในการรักษา โดยแพทย์จะจ่ายยาหยอดตาที่มีกลไกช่วยลดการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตา หรือช่วยเพิ่มการระบายน้ำออกจากตา ตัวอย่างกลุ่มยา เช่น Prostaglandin Analogues, Alpha Agonists หรือ Beta-blockers ซึ่งผู้ป่วยต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด

  2. การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy)

    ในกรณีที่ยาหยอดตาไม่สามารถควบคุมความดันได้ดีพอ หรือผู้ป่วยมีผลข้างเคียงจากยา แพทย์อาจพิจารณาใช้เลเซอร์ เช่น Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) หรือ Argon Laser Trabeculoplasty (ALT) เพื่อช่วยเปิดช่องทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาให้ทำงานได้ดีขึ้น

  3. การผ่าตัดตา (Surgery)

    หากการใช้ยาและเลเซอร์ยังไม่สามารถลดความดันลูกตาได้ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำเลี้ยงลูกตาใหม่ (Trabeculectomy) หรือการใส่ท่อระบายน้ำในตา เพื่อให้ความดันลูกตาลดลงอยู่ในระดับปลอดภัย

> กลับสารบัญ


แนวทางการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงความดันลูกตาสูง

นอกเหนือจากการรักษาทางแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มีส่วนช่วยควบคุมและลดความเสี่ยงภาวะความดันลูกตาสูงได้อย่างมาก

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกปานกลางช่วยลดทั้งความดันโลหิตและช่วยลดความดันลูกตาได้
  • รับประทานอาหารบำรุงสายตา เน้นทานผักใบเขียว ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ และปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง
  • จิบน้ำทีละน้อยตลอดวัน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากในทันทีทันใด เพราะอาจทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นชั่วคราว ควรใช้วิธีจิบน้ำเรื่อย ๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย
  • ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ควบคุมโรคประจำตัว รักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคตาอื่นๆ ตามที่แพทย์นัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

> กลับสารบัญ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความดันลูกตาสูง (FAQ)

1:ความดันลูกตาปกติเท่าไหร่ และเท่าไหร่ถึงถือว่าสูง?

ตอบ: ค่าความดันลูกตาปกติจะอยู่ที่ 10 - 21 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) หากวัดค่าได้ตั้งแต่ 21 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะถือว่าเป็นภาวะความดันลูกตาสูง ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำและตรวจเช็กจากจักษุแพทย์เพื่อป้องกันการเกิดโรคต้อหิน

2:ความดันลูกตาสูง มีอาการอย่างไร สังเกตได้อย่างไรบ้าง?

ตอบ: ในระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่หากความดันสูงมากอาจมีอาการปวดแน่นเต้าตา ตาแดง มองเห็นภาพพร่ามัว เห็นวงแสงรุ้งรอบดวงไฟ ปวดศีรษะ ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที

3:วิธีลดความดันลูกตา สามารถทำได้อย่างไรบ้าง?

ตอบ: ทำได้โดยการใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง การรักษาด้วยเลเซอร์ (SLT/ALT) การผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำในตา ร่วมกับการปรับไลฟ์สไตล์ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารบำรุงสายตา และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี

> กลับสารบัญ


หากคุณมีความเสี่ยง หรือสงสัยว่าตนเองมีภาวะความดันลูกตาสูง แนะนำให้เข้ารับการตรวจวัดความดันลูกตาและตรวจเช็กสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ เพื่อวางแผนการดูแลรักษาและใช้วิธีลดความดันลูกตาอย่างถูกวิธีและทันท่วงที ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการตรวจวัดความดันลูกตาและดูแลสุขภาพดวงตาโดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ครบครันตามมาตรฐานสากล



ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย





Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า
ตกลง

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย