โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งคืออะไร ? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ศูนย์ : ศูนย์สมองและระบบประสาท
บทความโดย : นพ. ชาญวิทย์ อนุเคราะห์วิทยา
โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือ Multiple Sclerosis (MS) อาจเป็นชื่อโรคที่หลายคนยังไม่คุ้นเคย และมักถูกมองว่าเป็นโรคไกลตัว แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนวัยทำงาน โดยเฉพาะช่วงอายุ 20-40 ปี ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของชีวิต หากไม่ได้รับการสังเกตและวินิจฉัยอย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวได้
แม้โรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วยรู้ทันและสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ชะลอความรุนแรง และลดความเสี่ยงของความพิการในอนาคต ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ทั้งสาเหตุ อาการ วิธีรักษา และวิธีป้องกัน ก็จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนใกล้ตัวให้แข็งแรงได้ดียิ่งขึ้น
สารบัญ
โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งคืออะไร ?
โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) คือ โรคในระบบประสาทส่วนกลางที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยจะเข้าไปโจมตีปลอกไมอีลิน (Myelin Sheath) ซึ่งทำหน้าที่หุ้มเส้นประสาทในสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ปลอกไมอีลินเปรียบเสมือนฉนวนไฟฟ้าที่ช่วยให้กระแสประสาทส่งสัญญาณได้รวดเร็วและแม่นยำ แต่หากปลอกประสาทถูกทำลาย จะเกิดรอยแผลเป็นหรือ Plaques ทำให้การส่งสัญญาณประสาทช้าลง หรือบางครั้งอาจส่งสัญญาณไม่ได้เลย ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติในหลายระบบ กระทบต่อคุณภาพชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม แต่ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคและชะลอการดำเนินโรคได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับโรค MS พบได้บ่อยในวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า แม้ในประเทศไทยจะพบไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศแถบยุโรป แต่แนวโน้มผู้ป่วยโรค MS ในไทยเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
โรคปลอกประสาทอักเสบ สาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน หรือที่เรียกว่า Autoimmune Disease ซึ่งร่างกายเข้าใจผิดและหันมาทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง โดยเฉพาะปลอกไมอีลินที่ห่อหุ้มเส้นประสาท
แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- การติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการเคยติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr virus (EBV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ก่อโรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโต
- ภาวะขาดวิตามินดี การไม่ค่อยได้รับแสงแดดหรือมีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดโรค
- การสูบบุหรี่ นอกเหนือจากทำลายปอดแล้ว สารพิษในบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงและเร่งให้โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็วขึ้น
- ความเครียดสะสม ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายรวนและทำงานผิดปกติ
- การย้ายถิ่นฐาน โดยผู้ที่ย้ายถิ่นฐานจากเขตร้อนไปอาศัยอยู่ในเขตหนาวตั้งแต่อายุยังน้อย มีโอกาสเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคปลอกประสาทอักเสบไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงข้างต้นรวมกัน
อาการของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
โรคปลอกประสาทอักเสบ มีหลากหลายอาการ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดรอยโรคในระบบประสาท บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางรายอาจมีอาการรุนแรงและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
อาการทางสายตา
หนึ่งในอาการเริ่มต้นที่พบบ่อย คือ ความผิดปกติของการมองเห็น เนื่องจากการอักเสบของเส้นประสาทตา ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เช่น
- ตามัว มองภาพไม่ชัดเจน หรือมองเห็นภาพซ้อน
- มีอาการเจ็บลูกตา โดยเฉพาะเมื่อกรอกตาหรือมองไปรอบ ๆ
- ในบางรายอาจสูญเสียการมองเห็นชั่วคราว โดยมักเกิดกับตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน
อาการทางระบบประสาท
เมื่อปลอกประสาทถูกทำลาย การส่งสัญญาณประสาทจะผิดปกติ ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น
- อาการชา หรือความรู้สึกเสียวซ่าคล้ายไฟช็อตตามร่างกาย แขน หรือขา
- แขนขาอ่อนแรง หยิบจับของหลุดมือ เดินเซ หรือทรงตัวได้ยาก
- กล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการเกร็งแข็งของกล้ามเนื้ออย่างผิดปกติ
- มีอาการชาบริเวณใบหน้า หรือปวดแปลบที่หน้า
อาการอื่น ๆ
นอกจากอาการทางระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
- ระบบขับถ่ายและปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก
- ภาวะสมองล้า (Brain Fog) ความคิดตื้อ ความจำและความสามารถในการใช้สมาธิลดลง
- มีภาวะอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า หรือวิตกกังวลได้ง่าย
วิธีวินิจฉัยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
การวินิจฉัยโรค MS จำเป็นต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน เนื่องจากอาการของโรคอาจคล้ายกับโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ โดยมีวิธีตรวจหลัก ได้แก่
- การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นการตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณสมองและไขสันหลัง เพื่อตรวจหารอยโรค (Plaques) หรือจุดอักเสบที่เกิดขึ้น
- การตรวจน้ำไขสันหลัง (CSF Tap) โดยแพทย์จะทำการเจาะหลังเพื่อนำน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาโปรตีนที่จำเพาะเจาะจงที่เรียกว่า Oligoclonal Bands ซึ่งบ่งชี้ถึงการอักเสบในระบบประสาท
- การตรวจ Evoked Potentials เป็นการวัดความเร็วของสัญญาณไฟฟ้าในเส้นประสาท เพื่อประเมินว่าการส่งสัญญาณประสาทไปยังสมองช้าลงกว่าปกติหรือไม่
แพทย์จะต้องแยกโรคจากภาวะอื่น เช่น โรคลูปัส หรือเนื้องอกในสมอง การตรวจพบเร็วมีความสำคัญมาก เพราะช่วยเริ่มการรักษาได้ทันเวลา
โรคปลอกประสาทอักเสบรักษาอย่างไร ?
ปัจจุบันแม้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรค ลดการอักเสบ และชะลอความเสื่อมของระบบประสาทได้
การใช้ยา
การรักษาหลักคือการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบและป้องกันการกำเริบของโรค แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ
- ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น ยา Methylprednisolone ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ แพทย์จะนำมาใช้ในช่วงที่โรคมีอาการกำเริบเฉียบพลัน เพื่อช่วยลดการอักเสบและทำให้กระบวนการฟื้นตัวของระบบประสาทเร็วขึ้น
- ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคหรือยาชะลอโรค (Disease-Modifying Therapies: DMTs) เช่น ยาในกลุ่ม Interferon หรือยาพุ่งเป้ากลุ่มใหม่อย่าง Ocrelizumab ยากลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกัน ลดจำนวนครั้งในการกำเริบของโรค และช่วยลดการเกิดรอยโรคใหม่ ๆ ในสมอง
การทำกายภาพบำบัด
การทำกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการรักษาอาการของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งในหลายประการ ดังนี้
- ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ช่วยฝึกการเดิน การทรงตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย
- เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด
การรักษาตามอาการ
นอกจากการควบคุมโรคโดยตรง ยังมีการรักษาเพื่อลดอาการรบกวนต่าง ๆ เช่น
- ยาแก้ปวด สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเสียวจากเส้นประสาทอักเสบ
- ยาควบคุมการปัสสาวะ จะช่วยดูแลระบบขับถ่ายให้ทำงานได้สะดวกขึ้น
- การดูแลด้านจิตใจและอารมณ์ โดยการรับคำปรึกษาหรือใช้ยาปรับอารมณ์ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะซึมเศร้าหรือเครียดสะสมจากการเจ็บป่วย
วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงและลดโอกาสกำเริบของโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ได้แก่
- ตรวจระดับวิตามินดีและรับแสงแดด พยายามออกไปรับแสงแดดยามเช้าอย่างเหมาะสม หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง หากพบว่าขาดวิตามินดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับประทานวิตามินเสริม
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น การเดิน การว่ายน้ำ หรือการฝึกโยคะ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อและระบบประสาท
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ รวมถึงการหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่มือสองด้วย
- ลดความเครียด ฝึกสมาธิ หากิจกรรมผ่อนคลาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ภูมิคุ้มกันทำงานแปรปรวน
- หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น การอาบน้ำอุ่นจัด การแช่ออนเซ็น หรือการอบซาวน่า เพราะความร้อนที่สูงเกินไปอาจไปกระตุ้นให้อาการทางระบบประสาทกำเริบขึ้นมาได้
หากคุณหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น ชาตามร่างกาย แขนขาอ่อนแรง ตามัวมองไม่ชัด หรือเวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุติดต่อกันเป็นเวลานาน อย่าละเลยเพราะคิดว่าเป็นเพียงแค่ความอ่อนล้าจากการทำงาน เนื่องจากนั่นอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ลดความรุนแรง และชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน เรามีหมอสมองและระบบประสาท พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และดูแลคุณอย่างใกล้ชิดเพื่อให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
นัดหมายหรือติดต่อสอบถามรายละเอียด ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1050-1051
คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (FAQs)
-
Q: โรคปลอกประสาทอักเสบอันตรายหรือไม่ ?
A: อันตรายหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากตัวโรคจะค่อย ๆ เข้าทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทบกพร่องถาวร ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนเดินไม่ได้ สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร หรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต แต่หากพบแพทย์เร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะสามารถชะลอความรุนแรงและลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้มาก
-
Q: โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง พบในไทยบ่อยแค่ไหน สามารถหายขาดได้หรือไม่ ?
A: ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้ไม่บ่อยนัก โดยมีสถิติอยู่ที่ประมาณ 4-8 คนต่อประชากรแสนคน และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้อย่างถาวร แต่คุณหมอสามารถใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ ไม่ให้โรคกำเริบ และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหากเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ
-
Q: ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง สามารถมีเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ?
A: สามารถทำได้ตามปกติ เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์หรือทำให้มีบุตรยาก แต่สำหรับผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิดล่วงหน้า เนื่องจากยาควบคุมโรคบางตัวอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ จึงต้องมีการวางแผนปรับเปลี่ยนหรือหยุดยาอย่างปลอดภัย
-
Q: การรับประทานอาหารหรือสมุนไพรช่วยบรรเทาอาการของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้หรือไม่ ?
A: ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าสมุนไพรชนิดใดสามารถรักษาหรือบรรเทาโรคนี้ได้โดยตรง ที่สำคัญคือควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ทุกครั้งก่อนจะรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรใด ๆ เพื่อความปลอดภัย
-
Q: ความร้อนทำให้อาการโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งแย่ลงจริงหรือไม่ ?
A: เป็นความจริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Uhthoff's phenomenon เกิดจากการที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ไม่ว่าจะจากการอาบน้ำอุ่น การอบซาวน่า อากาศร้อน หรือเป็นไข้ ความร้อนจะไปทำให้การนำสัญญาณประสาทผ่านปลอกไมอีลินที่เสียหายอยู่แล้วทำงานช้าลงไปอีก ส่งผลให้เกิดอาการชาหรืออ่อนแรงเด่นชัดอย่างเฉียบพลัน แต่เมื่อร่างกายเย็นลง อาการเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลับสู่สภาพปกติ
-
Q: เด็กหรือผู้สูงอายุเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้หรือไม่ ?
A: สามารถพบได้ แต่พบได้น้อยมาก เนื่องจากโรคนี้มักจะเริ่มแสดงอาการในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น คือช่วงอายุ 20-40 ปีเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด หากสังเกตเห็นสัญญาณเตือนที่ผิดปกติทางระบบประสาทหรือสายตา ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุด
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์สมองและระบบประสาท
