ICSI เพิ่มความสําเร็จในการตั้งครรภ์กับโรงพยาบาลนครธน

ศูนย์ : ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้

บทความโดย : นพ. องอาจ บวรสกุลวงศ์

icsi คือ, icsi, มีบุตรยาก, ทำเด็กหลอดแก้ว, ปรึกษามีบุตรยาก

อยากมีลูกปีม้าต้องเริ่มทันที!
ICSI-FET เพียง 139,000 บาท (จำกัดเพียง 30 คู่)



ปีม้า…เป็นโอกาสพิเศษของคุณในการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างตั้งใจ
แพ็กเกจนี้ออกแบบมาเพื่อคู่รักที่พร้อมจริงและอยากมีลูก ด้วยราคาโปรสุดคุ้ม



การทำ ICSI (อิ๊กซี่) คือนวัตกรรมช่วยเจริญพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IVF โดยใช้เข็มขนาดเล็กคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดเพียง 1 ตัว ฉีดเข้าไปในไข่โดยตรงเพื่อช่วยในการปฏิสนธิ วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคู่สมรสที่ฝ่ายชายมีปัญหาคุณภาพอสุจิหรือฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปีที่มีเปลือกไข่หนา นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้สูงถึง 40-71.42% แล้ว ยังมีข้อดีสำคัญคือสามารถตรวจคัดกรองโครโมโซมเพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมก่อนย้ายตัวอ่อนกลับสู่มดลูกได้ กระบวนการเก็บไข่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเพราะมีการใช้ยาสลบชนิดอ่อนช่วยลดความเจ็บปวด ทำให้การมีลูกตามความตั้งใจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

ภาวะมีลูกยาก เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสุขภาพ ฮอร์โมน หรืออายุที่เพิ่มขึ้น โดยเกิดขึ้นทั้งฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง แต่ด้วยเทคโนโลยี ICSI (อิ๊กซี่) ช่วยให้หลายคู่ประสบผลสำเร็จในการตั้งครรภ์ สามารถมีลูกได้สมความตั้งใจ

ดังนั้นหากคู่สมรสกำลังวางแผนมีเจ้าตัวน้อย และต้องการการรักษาด้วยการทำ ICSI สามารถปรึกษาแพทย์ได้ โดยศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ โรงพยาบาลนครธน พร้อมบริการดูแลรักษาปัญหาภาวะผู้มีบุตรยากแบบครบวงจร เพื่อนำพาความสุขมาสู่ครอบครัวของคุณ


ICSI คืออะไร ?


อิ๊กซี่คืออะไร อิ๊กซี่คืออะไร

ICSI ย่อมาจาก Intracytoplasmic sperm injection หรืออิ๊กซี่ คือหนึ่งในวิธีทำเด็กหลอดแก้ว โดยการคัดเอาตัวอสุจิที่มีความแข็งแรงและเคลื่อนที่ได้ดี ผสมกับไข่คุณภาพดีแบบเจาะจง ด้วยการใช้เข็มขนาดเล็กดูดเอาตัวอสุจิเข้าไป หลังจากนั้นฉีดอสุจิที่อยู่ในเข็มเข้าไปในไข่ ช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ ในกรณีที่มีจำนวนอสุจิน้อยมาก หรืออสุจิไม่สามารถเจาะเข้าไปในไข่เองได้ การทำ ICSI (อิ๊กซี่) จึงเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงอีก ซึ่งจะช่วยคู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากให้สามารถมีบุตรได้ดังใจปรารถนา

> กลับสารบัญ


ICSI (อิ๊กซี่) เหมาะกับใคร ?

การทำ ICSI มักเป็นทางเลือกหลักสำหรับคู่รักที่มีข้อจำกัดเฉพาะทาง ดังนี้

  • ฝ่ายชายมีปัญหาปริมาณอสุจิค่อนข้างน้อย อสุจิไม่สมบูรณ์ และการเคลื่อนที่ผิดปกติรุนแรง
  • ฝ่ายชายเป็นหมัน หรือทำหมันแล้วแต่อยากมีลูกอีก โดยยังคงสามารถนำอสุจิออกมาได้โดยการผ่าตัด
  • ฝ่ายหญิงที่มีเปลือกไข่หนา อสุจิไม่สามารถเจาะผ่านเปลือกไข่ เพื่อเข้าไปปฏิสนธิได้ ซึ่งจะใช้ในกรณีที่การทำเด็กหลอดแก้วธรรมดาแล้วไม่ได้ผล
  • คู่สมรสที่มีปัญหาโรคทางพันธุกรรมที่ต้องได้รับการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน
  • ผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก
  • คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงอายุมากกว่า 35 ปี

> กลับสารบัญ


ICSI มีความแตกต่างจาก IVF อย่างไร ?

การทํา ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) และ IVF (In Vitro Fertilization) เป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่มีความแตกต่างในขั้นตอนของการปฏิสนธิ จึงเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเด็นเปรียบเทียบ IVF (In Vitro Fertilization) ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection)
วิธีการปฏิสนธิ วางไข่และอสุจิไว้ด้วยกันในจานเลี้ยง เพื่อให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ ใช้เข็มฉีดอสุจิที่คัดเลือกแล้ว 1 ตัว เข้าสู่ไข่โดยตรง
ความแม่นยำ มีความเสี่ยงที่ไข่จะไม่ปฏิสนธิในบางราย ควบคุมการปฏิสนธิได้แม่นยำกว่า และลดความเสี่ยงไข่ไม่ผสม
ความเหมาะสม (ฝ่ายชาย) อสุจิปกติหรือมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อสุจิน้อยมาก เคลื่อนที่ผิดปกติ หรือรูปร่างไม่สมบูรณ์
ความเหมาะสม (ฝ่ายหญิง) - ท่อนำไข่อุดตัน
- มีปัญหาฮอร์โมน
- อายุน้อย
- เปลือกไข่หนา มักพบในผู้หญิงอายุมาก
- เคยทำ IVF แล้วไม่ติด
โอกาสปฏิสนธิ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของอสุจิ ที่จะต้องเจาะไข่ได้เอง เพิ่มโอกาสปฏิสนธิได้สูงกว่า แม้มีข้อจำกัดด้านคุณภาพอสุจิ

> กลับสารบัญ


ขั้นตอนการทำ ICSI (อิ๊กซี่)


ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่

การทำ ICSI เป็นกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกายที่ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะสำหรับคู่รักที่มีภาวะมีบุตรยาก ไม่ว่าเกิดจากปัญหาด้านสุขภาพ คุณภาพไข่ของฝ่ายหญิง หรือความไม่สมบูรณ์ของอสุจิฝ่ายชาย โดยมีกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ดังนี้

1. การกระตุ้นไข่

เริ่มต้นด้วยกระบวนการกระตุ้นรังไข่ โดยจะต้องทำในวันที่ 2-3 ของรอบเดือน ด้วยการฉีดยาติดต่อกันประมาณ 8-10 วัน เพื่อกระตุ้นให้ไข่โตหลาย ๆ ใบ โดยปกติจะต้องการไข่จำนวน 8-15 ใบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ไข่ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

2. ตรวจติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่

แพทย์จะทำการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ ร่วมกับการประเมินระดับฮอร์โมน โดยการตรวจเลือดทุก 4-5 วัน เมื่อพบว่าขนาดของถุงไข่โตเต็มที่แล้ว แพทย์จะให้ฉีดยาฮอร์โมน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟองไข่สมบูรณ์

3. กระบวนการเก็บไข่

ในส่วนของขั้นตอนนี้ จะดำเนินการหลังจากฟองไข่โตสมบูรณ์แล้ว โดยแพทย์จะให้ผู้ที่เข้ารับการรักษางดน้ำ งดอาหารก่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง จากนั้นทำการเจาะเก็บไข่ ภายใน 34-36 ชั่วโมง ผ่านทางช่องคลอด เมื่อได้เซลล์ไข่จะถูกนำออกมาทำความสะอาดในน้ำยาสำหรับเพาะเลี้ยง และเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อนำไปปฏิสนธิกับอสุจิต่อไป

4. เก็บอสุจิของฝ่ายชาย

ขั้นตอนนี้ฝ่ายชายต้องหลั่งอสุจิ และจัดเก็บในภาชนะที่จัดไว้ จากนั้นน้ำเชื้อจะถูกนำไปคัดกรองเพื่อเลือกตัวที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด แล้วนำมาปฏิสนธิกับไข่ในห้องปฏิบัติการ โดยนำเอาเชื้ออสุจิ 1 ตัว ฉีดเข้าไปในไข่ที่สมบูรณ์ โดยใช้เครื่องมือและกล้องที่มีความละเอียดมาก อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายชายเคยทำหมัน หรือตรวจไม่พบตัวอสุจิ อาจไม่สามารถเก็บอสุจิด้วยวิธีการนี้ได้ จำเป็นต้องเจาะดูดจากอัณฑะโดยตรง

5. เลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ

เมื่อไข่ปฏิสนธิกับอสุจิจนได้เป็นตัวอ่อนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ (Blastocyst Culture) โดยนำตัวอ่อนมาเลี้ยงภายในตู้เลี้ยงตัวอ่อน EmbryoScope Plus เป็นเครื่องเลี้ยงและติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการเลี้ยงตัวอ่อนให้มีความแข็งแรงปลอดภัยยิ่งขึ้น จนถึงระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst) คือระยะเวลา 5 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ตัวอ่อนมีความสมบูรณ์และแข็งแรง แล้วจึงค่อยใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ก่อนการย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก จะมีตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนย้ายกลับ จะช่วยให้คู่สมรสมีโอกาสเลือกตัวอ่อนที่ปลอดภัย หรือโครโมโซมปกติย้ายกลับสู่โพรงมดลูก และยังช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ต่อรอบการใส่ตัวอ่อนอีกด้วย

6. ย้ายตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก

การใส่ตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูก จะทำโดยการใช้หลอดพลาสติกเล็ก ๆ สอดผ่านทางช่องคลอดปากมดลูกและเข้าไปในโพรงมดลูก แล้ววางตัวอ่อนลงไปภายใต้การอัลตราซาวนด์ดูตำแหน่งที่เหมาะสม วิธีการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

  • รอบสด คือย้ายตัวอ่อนกลับภายใน 3-5 วันหลังจากเก็บไข่ในรอบเดียวกัน
  • รอบแช่แข็ง คือการแช่แข็งตัวอ่อนไว้ก่อน แล้วจึงเตรียมผนังมดลูกเพื่อย้ายในรอบเดือนถัดไป ซึ่งตัวอ่อนจะสามารถเก็บแช่แข็งไว้ได้นานถึง 5-10 ปี

7. ตรวจการตั้งครรภ์

หลังจากย้ายตัวอ่อนไปแล้ว 9-11 วัน แพทย์จะนัดเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (hCG) จากการเจาะเลือด ไม่แนะนำให้ซื้อชุดตรวจปัสสาวะมาตรวจเอง เนื่องจากยาฮอร์โมนที่ใช้ในกระบวนการรักษาอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการทำ ICSI จะใช้เวลาทั้งกระบวนการประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการวางแผนการรักษาของแต่ละบุคคล

> กลับสารบัญ


ICSI มีข้อดีอย่างไร ?

ข้อดีของอิ๊กซี่ ข้อดีของอิ๊กซี่

การทำอิ๊กซี่ ถือเป็นวิธีการทำลูก ซึ่งเป็นแนวทางช่วยรักษาภาวะผู้มีบุตรยากที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีข้อดีในหลากหลายประการ ดังนี้

  • ลดความเสี่ยงทารกมีความผิดปกติ โดยสามารถตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายกลับเข้าสู่มดลูก ลดโอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม ธาลัสซีเมีย เป็นต้น
  • เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ เนื่องด้วยเทคนิค ICSI เป็นการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง ทำให้สามารถปฏิสนธิได้สำเร็จมากกว่าการทำ IVF
  • สามารถเก็บไข่และน้ำเชื้อก่อนทำได้นานถึง 10 ปี โดยการฝากไข่แช่แข็งเอาไว้ สามารถนำมาใช้ในอนาคตได้โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่ใหม่ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรในอนาคต หรือผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ เช่น รักษาด้วยเคมีบำบัด การฉายแสง เป็นต้น
  • เก็บตัวอ่อนได้เป็นเวลานาน ด้วยการแช่แข็งไว้และนำมาใช้ในภายหลัง หากการตั้งครรภ์ครั้งแรกไม่สำเร็จ สามารถนำตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้มาทดลองย้ายตัวอ่อนใหม่ได้โดยไม่ต้องกระตุ้นไข่อีก

> กลับสารบัญ


ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

การทำ ICSI เจ็บหรือไม่ ?

การทำ ICSI โดยทั่วไปกระบวนการส่วนใหญ่อาจเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือบางรายอาจไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะมีการใช้ยาชาหรือยาระงับความเจ็บปวดในบางขั้นตอน เช่น การฉีดยากระตุ้นไข่ ขั้นตอนการเก็บไข่ รวมถึงอาจมีอาการปวดหรือไม่สบาย คล้ายปวดประจำเดือน หลังเก็บไข่หรือย้ายตัวอ่อน ซึ่งอาการดังกล่าวจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน หากมีความกังวลเรื่องความเจ็บปวด สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติมได้

> กลับสารบัญ


การปฏิบัติตัวหลังทำ ICSI

หลังจากขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ฝ่ายหญิงควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • พักผ่อนหลังใส่ตัวอ่อน โดยควรนอนพักนิ่ง ๆ อย่างน้อย 15-20 นาที ที่สถานพยาบาลก่อนเดินทางกลับบ้าน เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
  • งดมีเพศสัมพันธ์ และการสวนล้างช่องคลอด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงการหดรัดตัวของมดลู
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก ทั้งการออกกำลังกายที่หักโหม หรือการยกของหนัก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อนได้
  • ทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ควรเคลื่อนไหวให้ช้าลงและระมัดระวังมากขึ้น
  • ปฏิบัติตามสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด รับประทานยาหรือใช้ยาฮอร์โมน ตามที่แพทย์กำหนดอย่างสม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
  • สังเกตอาการผิดปกติ หากมีอาการปวดท้องรุนแรง มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมีไข้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

> กลับสารบัญ


ICSI มีโอกาสประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ?

อัตราความสำเร็จของแต่ละคู่นั้นอาจแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาวะร่างกายและความพร้อมของแต่ละบุคคล

  • หากอายุไม่เกิน 35 ปี มีโอกาสตั้งครรภ์ถึง 40-50%
  • หากทำ ICSI พร้อมกับการตรวจคัดกรองโรคพันธุกรรมของตัวอ่อนด้วยวิธี NGS มีโอกาสการตั้งครรภ์สำเร็จสูงมากถึง 71.42%

> กลับสารบัญ


ICSI ทางเลือกสำหรับคู่สมรสที่มีบุตรยาก

การทำเด็กหลอดแก้วด้วยการทำ ICSI ถือเป็นเทคโนโลยีเพื่อการมีบุตรยากที่ทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์มากที่สุด คู่สมรสสามารถรับคำปรึกษามีบุตรยากจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เพื่อวางแผนการมีบุตรอย่างแม่นยำ

เวลาทำการ ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้
  • วันจันทร์-วันอาทิตย์: ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น.
สถานที่ตั้ง
  • ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้: โรงพยาบาลนครธน ชั้น 4

> กลับสารบัญ

ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด

ศูนย์นครธน กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ โรงพยาบาลนครธน มีบุคลากรทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และการรักษามีบุตรยากพร้อมให้คำปรึกษา สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมก่อนได้ เรายินดีให้บริการ

  1. - Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
  2. - LINE Official: @nakornthon
  3. - Tel: 02-450-9999 ต่อ 1148-1149

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเด็กหลอดแก้วด้วยกระบวนการ ICSI (FAQs)

  • Q: ถ้าทำ ICSI รอบแรกไม่ติด ยังทำซ้ำได้หรือไม่ ?

    A: สามารถทำซ้ำได้ หากคุณยังมีตัวอ่อนแช่แข็งเหลืออยู่ สามารถเตรียมผนังมดลูก เพื่อย้ายตัวอ่อนในรอบถัดไปได้ทันที แต่หากไม่มีตัวอ่อนเหลือแล้ว แพทย์จะแนะนำให้พักร่างกายประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้รังไข่กลับสู่สภาวะปกติก่อนจะเริ่มกระบวนการกระตุ้นไข่รอบใหม่

  • Q: สามารถเลือกเพศลูกจากการทำ ICSI ได้หรือเปล่า ?

    A: ตามกฎหมายของประเทศไทยและข้อกำหนดของแพทยสภา ไม่สามารถเลือกเพศบุตรตามความต้องการได้ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคทางพันธุกรรมที่ส่งต่อผ่านโครโมโซมเพศเท่านั้น เช่น โรคกล้ามเนื้อฝ่อลีบ (DMD) หรือภาวะเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย

  • Q: ทำ ICSI แล้วลูกจะผิดปกติหรือไม่ ?

    A: อัตราการเกิดความพิการหรือความผิดปกติของเด็กที่เกิดจาก ICSI ไม่ได้แตกต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการตรวจโครโมโซมตัวอ่อน (PGT) ก่อนการย้ายกลับ ซึ่งช่วยคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) และความผิดปกติอื่น ๆ ทำให้ทารกที่เกิดมามีความสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น

  • Q: ICSI มีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?

    A: ความเสี่ยงที่อาจพบได้คือ ภาวะรังไข่ตอบสนองต่อยาเกินขนาด (OHSS) ซึ่งอาจทำให้มีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีน้ำในช่องท้อง แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการแพทย์และการปรับโดสยาที่แม่นยำ ภาวะนี้จึงพบได้น้อยลงมาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเล็กน้อยจากการติดเชื้อหรือเลือดออกในขั้นตอนเก็บไข่ ซึ่งแพทย์จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

  • Q: การทำ ICSI เจ็บไหม ต้องดมยาสลบหรือไม่ ?

    A: ขั้นตอนเก็บไข่ไม่เจ็บ เพราะจะให้ยาสลบชนิดอ่อนโดยวิสัญญีแพทย์ คุณจะหลับไปในช่วงสั้น ๆ และตื่นมาเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ อาจมีอาการหน่วงท้องคล้ายปวดประจำเดือนเล็กน้อยหลังตื่น

    ส่วนในขั้นตอนการย้ายตัวอ่อนจะไม่รู้สึกเจ็บ และไม่ต้องดมยาสลบ ความรู้สึกจะคล้ายกับการตรวจภายใน หรือการตรวจมะเร็งปากมดลูกทั่วไป ใช้เวลาเพียงไม่นาน

ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย




Share :

สินค้าในตระกร้าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข, กรุณาตรวจสอบจำนวน
จัดการตระกร้าสินค้า

เมื่อคลิก “อนุญาตคุกกี้ทั้งหมด” หมายความว่าผู้ใช้งานยอมรับที่จะเปิดการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเปิดใช้คุณสมบัติของโซเชียลมีเดีย และเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการทำการตลาดและการโฆษณา รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลการใช้งานกับพาร์ทเนอร์โซเชียลมีเดีย