หัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม อาจอันตรายถึงชีวิต
ศูนย์ : ศูนย์หัวใจ
บทความโดย : พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คือความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งภาวะนี้อาจเริ่มจากอาการใจสั่นเล็กน้อยไปจนถึงหมดสติ และในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นการสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างเหมาะสม
หากคุณมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น หรือเจ็บหน้าอก อย่าคิดว่าเป็นอาการปกติ หรือมองข้ามไป เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ” โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และภาวะความเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้ การทำความเข้าใจสาเหตุและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
สารบัญ
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คืออะไร ?
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่ต้องสังเก
- สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีอะไรบ้าง ?
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีกี่ชนิด ?
- หัวใจเต้นผิดจังหวะอันตรายไหม ?
- การตรวจวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- วิธีการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- วิธีป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- หัวใจเต้นผิดจังหวะรักษาที่ไหนดี ?
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้ทันอาการ รักษาได้
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คืออะไร ?
Arrhythmia คือ ภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ลดลง โดยทั่วไปอัตราการเต้นของหัวใจ จะอยู่ที่ประมาณ 60 - 100 ครั้งต่อนาที โดยหัวใจห้องบนและห้องล่างจะเต้นในจังหวะที่สัมพันธ์กันสม่ำเสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่หัวใจเต้นช้าผิดปกติ คือเต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือเต้นเร็วเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที บางกรณีหัวใจหยุดเต้นไปบางช่วง นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ก็เป็นได้
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่ต้องสังเกต
หัวใจเต้นผิดจังหวะอาการอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดและระดับความรุนแรง บางรายอาจไม่มีอาการแสดงออกเลย ขณะที่บางรายอาจมีอาการชัดเจนจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ดังนี้
- ใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว หรือเต้นพลาดจังหวะ
- หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือเต้นสะดุด
- หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที
- หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที
- เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย
- จุกแน่นขึ้นคอ หรือบริเวณลิ้นปี่
- วิงเวียนศีรษะ เหงื่อออกมาก
- หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หมดสติ
- มีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียไม่มีแรง
สาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีอะไรบ้าง ?
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยมีสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่หลากหลาย ดังนี้
- การสูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ และความเครียด
- โรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
- ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหัวใจหนาผิดปกติ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ภาวะนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับออกซิเจนและแรงดันในทรวงอก ซึ่งอาจนำไปสู่การเต้นผิดจังหวะ
- การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำหนัก และยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคทางจิตเวช อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะ
- ความเครียดหรือความวิตกกังวลกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราวได้
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีกี่ชนิด ?
ความผิดปกติของการเต้นของหัวใจมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ละชนิดจะมีกลไก สาเหตุ อาการ และวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งชนิดออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
1. ภาวะหัวใจเต้นช้าเกินไป (Bradyarrhythmia)
หนึ่งในชนิดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้าน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ โดยมีภาวะที่พบบ่อย เช่น
- ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) : อัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที
- ภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (Heart Block) : การส่งสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจห้องบนลงสู่ห้องล่างติดขัด ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในลักษณะที่ช้าผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
2. ภาวะหัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachyarrhythmia)
เป็นภาวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที เช่น
- ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation - AF) : หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะและเร็วผิดปกติ เป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ซึ่งพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ
- ภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) : อัตราการเต้นของหัวใจช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที
3. ภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือเต้นสะดุด (Premature Contraction)
สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือ ชนิด PVC (Premature Ventricular Contraction) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเกิดการบีบตัวก่อนเวลาที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นสะดุด เต้นตกหล่น หรือใจสั่นเป็นบางจังหวะ
4. ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติและไม่เป็นจังหวะรุนแรง (Ventricular Fibrillation - VF)
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงและถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว ไม่บีบตัวเป็นจังหวะ ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติ และอาจเสียชีวิตเฉียบพลันได้หากไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างทันท่วงที
หัวใจเต้นผิดจังหวะอันตรายไหม ?
ภาวะนี้มีความอันตรายและไม่ควรปล่อยปละละเลย ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
- โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน : โดยเฉพาะในกลุ่มหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่ทำให้เลือดตกตะกอนเป็นลิ่มเลือดและหลุดไปอุดตันที่สมอง
- ภาวะหัวใจล้มเหลว : การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะเรื้อรัง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักจนประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดลดลง
การตรวจวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย เพื่อตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจเบื้องต้น โดยแพทย์อาจมีแนวทางในการวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนี้
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) : เป็นการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากหัวใจ หรือตรวจความสมบูรณ์ของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อหัวใจ
- การตรวจและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง : โดยใช้ Holter Monitor เป็นการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขนาดเล็ก 24 ชม. ไว้กับตัว เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจจับความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่อาจเกิดขึ้นเป็นบางเวลา
- การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) : เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ การบีบตัวของกล้ามเนื้อ และการทำงานของลิ้นหัวใจ
- การตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Study: EP Study) : เป็นการสอดสายสวนขนาดเล็กเข้าไปในหัวใจเพื่อตรวจหาตำแหน่งที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติอย่างละเอียด
- การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) : ตรวจหาความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดขณะที่ร่างกายต้องออกแรง
วิธีการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ
แนวทางการรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุและชนิดของความผิดปกติ เช่น หากมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจต้องรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ หรือการผ่าตัดทำบายพาสร่วมด้วย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจจะเป็นผู้ประเมินวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ
การรักษาเบื้องต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น งดสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือชากาแฟ ในรายที่มีอาการมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
2. การจี้ด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง
เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะทำการสวนสายสวนหัวใจจากบริเวณขาหนีบไปยังตำแหน่งของวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ แล้วทำการจี้ทำลายวงจรนั้นด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อย
3. การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจและเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ
- การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) : เป็นการฝังอุปกรณ์ใต้ผิวหนังเพื่อส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจห้องที่ทำงานผิดปกติเต้นในจังหวะที่เหมาะสม ใช้ในกรณีหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
- การฝังเครื่องช็อกหัวใจอัตโนมัติ (AICD) : ใช้ในรายที่หัวใจเต้นผิดจังหวะเร็วอย่างมาก เช่น Ventricular Tachycardia อุปกรณ์จะทำการช็อกไฟฟ้าเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจเมื่อเกิดความผิดปกติรุนแรง
วิธีป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
การป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจแต่กำเนิด แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการต่าง ๆ ได้ด้วยการจัดการปัจจัยกระตุ้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม ดังนี้
- รับประทานอาหารบำรุงหัวใจ : เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ลดโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เพื่อลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจ
- รักษาน้ำหนักมาตรฐาน : ควบคุมดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ และลดความเสี่ยงจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น : จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ : นอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อรักษาสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ
- ควบคุมโรคประจำตัว : ดูแลโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไทรอยด์ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด
- ตรวจสุขภาพประจำปี : การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะช่วยประเมินความเสี่ยง เพื่อให้รู้เท่าทันหัวใจเต้นผิดจังหวะอาการระยะเริ่มต้นและวางแผนการดูแลได้ทันท่วงที
หัวใจเต้นผิดจังหวะรักษาที่ไหนดี ?
หากมีอาการที่เข้าข่ายหัวใจเต้นผิดปกติ เช่น ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบ หรือวิงเวียนศีรษะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างครอบคลุม ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ และพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ รู้ทันอาการ รักษาได้
หากคุณมีอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ ที่ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธนพร้อมให้คำปรึกษา การตรวจประเมิน และวางแผนการรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยความพร้อมของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน ยินดีให้คำแนะนำและประเมินสุขภาพเพื่อดูแลโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออาการผิดปกติต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้ผ่านช่องทางออนไลน์
เวลาทำการ ศูนย์หัวใจ
สถานที่ตั้ง
- ศูนย์หัวใจ : โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
- - Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- - LINE Official: @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 ต่อ 1074-1075
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการหลอดเลือดหัวใจตีบหรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
- - Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- - LINE Official: @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 ต่อ 1074-1075
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (FAQs)
-
Q: หัวใจเต้นผิดจังหวะกับหัวใจวายต่างกันอย่างไร ?
A: Arrhythmia คือ ภาวะที่ระบบคลื่นไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือสะดุด ส่วนภาวะหัวใจวายเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทั้งสองภาวะต้องได้รับการประเมินและดูแลทางการแพทย์อย่างทันท่วงที
-
Q: ใจสั่นแบบไหนเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้วต้องรีบพบแพทย์ ?
A: หากมีอาการใจสั่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเวลานาน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและประเมินหาสาเหตุที่แน่ชัด
-
Q: รักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยการจี้ไฟฟ้า หายขาดไหม ?
A: การจี้ไฟฟ้าหัวใจเป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีโอกาสเกิดอาการซ้ำได้จากปัจจัยอื่น ๆ โดยแพทย์จะนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินการดูแล
-
Q: หากใส่ Pacemaker (เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ) แล้ว จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่ ?
A: ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นเพื่อดูแลภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงบางประเภท และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจอย่างเคร่งครัด
-
Q: หัวใจเต้นผิดจังหวะอันตรายไหม ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น ?
A: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดตกตะกอนเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคตได้
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์หัวใจ
