ศูนย์ : ศูนย์หัวใจ
บทความโดย : พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล24 กันยายน 2025

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ AF (Atrial Fibrillation) เป็นหนึ่งในภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงที่สุด โดยโอกาสของการเกิดภาวะนี้จะเพิ่มขึ้นตามอายุ นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับโรคหัวใจชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ ลิ้นหัวใจรั่ว หัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น ซึ่งภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ หรือ หัวใจวายได้ ดังนั้น หากรู้สึกว่าการเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือมีอาการเจ็บหน้าอกควรรีบไปพบแพทย์
สารบัญ
ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ AF (Atrial Fibrillation) เป็นภาวะที่มีการกระตุ้นของหัวใจห้องบนแบบกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ทำให้การบีบตัวของหัวใจห้องบนเสียไป ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ถือว่าเป็นอาการหัวใจเต้นผิดปกติที่เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจห้องบนที่รุนแรง โดยผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอัตราการเต้นของหัวใจถึง 400 ครั้งต่อนาที ทำให้เกิดผลแทรกซ้อน คือ หัวใจสูบฉีดเลือดออกไปได้ลดลง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายในที่สุด และการทำให้เลือดหมุนวนตกค้างในหัวใจห้องบนสามารถก่อให้เกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้สูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า จึงมีผลทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต และมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ขณะที่จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้มากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า
สาเหตุภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ส่วนมากมักจะเกิดกับผู้ป่วยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพราะความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจ แต่สำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่านั้นมาจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่บางรายอาจเป็นมาแต่กำเนิด คือ มีสิ่งกีดขวางเกิดขึ้นภายในจนทำให้คลื่นไฟฟ้าไม่สามารถเดินทางได้เป็นปกติ โดยสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกตินี้มีอยู่ด้วยกันหลายข้อ ได้แก่
อาการอาจเป็นๆ หายๆ หรือเป็นต่อเนื่องเรื้อรัง ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนอาจไม่มีอาการ โดยอาการสำคัญของผู้ที่เป็นโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วนี้ คือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ อ่อนเพลีย เจ็บหรือแน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรืออาจถึงขั้นหมดสติได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามช่วงระยะของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วตั้งแต่เป็นแบบชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ ไปจนถึงการเป็นอย่างถาวร โดยผู้ที่เป็นระดับถาวร หัวใจจะมีจังหวะการเต้นที่ผิดปกติจนไม่สามารถรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติได้อีกต่อไป ทำได้เพียงรักษาสภาพให้ใกล้เคียงปกติเท่านั้น
โดยอาการที่เกิดขึ้นของหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว สามารถแบ่งออกเป็น 5 ชนิดได้แก่
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย ประวัติทางการแพทย์ ตรวจร่างกาย ตรวจชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เช่น ตรวจหาภาวะโลหิตจาง ไตวาย ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น โดยแพทย์อาจมีแนวทางในการวินิจฉัยการตรวจคัดกรองเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น
วัตถุประสงค์หลักในการรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว คือ การรักษาอาการและลดภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเข้าโรงพยาบาลได้ โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย อาการ อาการแสดง โรคอื่นๆ ที่เป็นอยู่ร่วมด้วย และชนิดของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เป็นต้น โดยการรักษามี 2 แนวทาง ดังนี้
1. การรักษาแบบควบคุมอาการ เพื่อลดอาการให้น้อยที่สุดหรือไม่รุนแรง ได้แก่
2. การรักษาเพื่อให้หายขาด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการจี้ด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง (Electro Physiologic Study and Radiofrequency Ablation) เป็นการใช้สายสวนหัวใจเพื่อตัดวงจรไฟฟ้าผิดปกติในหัวใจด้วยการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง วิธีการ คือ แพทย์จะใช้สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดที่บริเวณขาหนีบ ไปยังตำแหน่งของวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ จากนั้นจะปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูงเป็นจุดเล็กๆ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อหัวใจที่เป็นสาเหตุของหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น
รูปแบบของการจี้ไฟฟ้าหัวใจรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ AF ได้แก่
การรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วโดยวิธีดังกล่าวได้ผล 95% โดยมีผลแทรกซ้อนน้อยกว่า 1% เช่น หัวใจทะลุ ลิ่มเลือดไปอุดเส้นเลือดที่ปอด เกิดลิ่มเลือดบริเวณที่เจาะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ แต่น้อยและยังไม่เคยเกิดขึ้น และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1 คืนหลังจากทำเสร็จ หลังจากนั้นก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ทั้งนี้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจ สามารถป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงได้ โดยเริ่มจากการดูแลตนเอง ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และหมั่นตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ หากรู้สึกว่าการเต้นของหัวใจผิดปกติไม่เหมือนเดิม ร่วมกับมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีอาการเจ็บหน้าอกควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที