Center : ศูนย์หัวใจ
Article by : Dr. Patcharee Pawasuttikul25 May 2026

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) คือความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจที่อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งภาวะนี้อาจเริ่มจากอาการใจสั่นเล็กน้อยไปจนถึงหมดสติ และในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นการสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างเหมาะสม
หากคุณมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น หรือเจ็บหน้าอก อย่าคิดว่าเป็นอาการปกติ หรือมองข้ามไป เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ” โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และภาวะความเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้ การทำความเข้าใจสาเหตุและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
สารบัญ
Arrhythmia คือ ภาวะที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในห้องหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ลดลง โดยทั่วไปอัตราการเต้นของหัวใจ จะอยู่ที่ประมาณ 60 - 100 ครั้งต่อนาที โดยหัวใจห้องบนและห้องล่างจะเต้นในจังหวะที่สัมพันธ์กันสม่ำเสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่หัวใจเต้นช้าผิดปกติ คือเต้นน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือเต้นเร็วเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที บางกรณีหัวใจหยุดเต้นไปบางช่วง นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ก็เป็นได้
หัวใจเต้นผิดจังหวะอาการอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดและระดับความรุนแรง บางรายอาจไม่มีอาการแสดงออกเลย ขณะที่บางรายอาจมีอาการชัดเจนจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ดังนี้
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ โดยมีสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่หลากหลาย ดังนี้
ความผิดปกติของการเต้นของหัวใจมีมากกว่า 10 ชนิด แต่ละชนิดจะมีกลไก สาเหตุ อาการ และวิธีการดูแลที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งชนิดออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
หนึ่งในชนิดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจช้าน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ โดยมีภาวะที่พบบ่อย เช่น
เป็นภาวะที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที เช่น
สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือ ชนิด PVC (Premature Ventricular Contraction) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเกิดการบีบตัวก่อนเวลาที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นสะดุด เต้นตกหล่น หรือใจสั่นเป็นบางจังหวะ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงและถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว ไม่บีบตัวเป็นจังหวะ ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยหมดสติ และอาจเสียชีวิตเฉียบพลันได้หากไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างทันท่วงที
ภาวะนี้มีความอันตรายและไม่ควรปล่อยปละละเลย ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับชนิดของความผิดปกติ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย เพื่อตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจเบื้องต้น โดยแพทย์อาจมีแนวทางในการวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ดังนี้
แนวทางการรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุและชนิดของความผิดปกติ เช่น หากมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจต้องรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ หรือการผ่าตัดทำบายพาสร่วมด้วย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจจะเป็นผู้ประเมินวิธีการที่เหมาะสม ซึ่งมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
การรักษาเบื้องต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น งดสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือชากาแฟ ในรายที่มีอาการมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะทำการสวนสายสวนหัวใจจากบริเวณขาหนีบไปยังตำแหน่งของวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ แล้วทำการจี้ทำลายวงจรนั้นด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อย
การป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจแต่กำเนิด แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการต่าง ๆ ได้ด้วยการจัดการปัจจัยกระตุ้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม ดังนี้
หากมีอาการที่เข้าข่ายหัวใจเต้นผิดปกติ เช่น ใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจหอบ หรือวิงเวียนศีรษะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพหัวใจอย่างครอบคลุม ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ และพยาบาลวิชาชีพที่มีประสบการณ์ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับ
หากคุณมีอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย การดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ ที่ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธนพร้อมให้คำปรึกษา การตรวจประเมิน และวางแผนการรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยความพร้อมของทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน ยินดีให้คำแนะนำและประเมินสุขภาพเพื่อดูแลโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรืออาการผิดปกติต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้ผ่านช่องทางออนไลน์
สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
ช่องทางการนัดหมายและสอบถามรายละเอียด
สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการหลอดเลือดหัวใจตีบหรือจองคิวล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
- - Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- - LINE Official: @nakornthon
- - Tel: 02-450-9999 ต่อ 1074-1075
A: Arrhythmia คือ ภาวะที่ระบบคลื่นไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือสะดุด ส่วนภาวะหัวใจวายเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทั้งสองภาวะต้องได้รับการประเมินและดูแลทางการแพทย์อย่างทันท่วงที
A: หากมีอาการใจสั่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเวลานาน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและประเมินหาสาเหตุที่แน่ชัด
A: การจี้ไฟฟ้าหัวใจเป็นการรักษาที่ต้นเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีโอกาสเกิดอาการซ้ำได้จากปัจจัยอื่น ๆ โดยแพทย์จะนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินการดูแล
A: ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นเพื่อดูแลภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงบางประเภท และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจอย่างเคร่งครัด
A: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมิน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดตกตะกอนเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคตได้