ศูนย์ : ศูนย์มะเร็ง
บทความโดย : นพ. กิตติพงษ์ อุดมดำรงกุล19 มิถุนายน 2026

วิธีรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีหลายทางเลือก ทั้งการทำคีโม การฉายรังสี การใช้ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมจากชนิดและระยะของโรค การรักษามะเร็งอย่างตรงจุดควรต้องเข้าได้รับการวางแผนจากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
วิธีรักษามะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก แต่การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็ง ระดับความรุนแรงหรือระยะของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ด้วยความซับซ้อนของโรคนี้ การรักษาจึงจำเป็นต้องอาศัยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ (Tumor Board) ทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาวางแผนการรักษา ที่ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและวางแผนเพื่อหาวิธีรักษาโรคมะเร็งแบบเฉพาะบุคคล สู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระหว่างการรักษาตัว
สารบัญ
การแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษามะเร็งหลายรูปแบบ ซึ่งแพทย์อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปแนวทางการรักษาหลัก ๆ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างของการรักษาในแต่ละวิธีได้ง่ายขึ้น
การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือ คีโม เป็นการให้ยารักษามะเร็งเพื่อออกฤทธิ์ต้านหรือทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยยาจะกระจายไปตามกระแสเลือดเพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็งทั้งในจุดต้นกำเนิดและบริเวณที่อาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ โดยสามารถให้ยาได้ทั้งรูปแบบการรับประทาน และการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ
ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาให้คีโมตามระยะและชนิดของโรค แต่โดยส่วนมากมักจะใช้ในมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป หรือในกรณีที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจาย อีกทั้งยังสามารถใช้คีโมร่วมกับการผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งก่อนผ่า หรือให้คีโมหลังผ่าตัดเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่
การฉายรังสีรักษา (Radiation Therapy) หรือการฉายแสง เป็นการใช้คลื่นรังสีพลังงานสูงฉายไปยังบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็ง เพื่อทำลายดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์ไม่สามารถแบ่งตัวและตายลงในที่สุด การฉายรังสีแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การฉายรังสีระยะไกลจากภายนอกเครื่อง (External Beam Radiotherapy) เป็นการรักษาจากภายนอกไปยังอวัยวะของร่างกายที่เป็นมะเร็ง และการฝังแร่รังสีระยะใกล้ (Brachytherapy) เป็นการฝังแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในก้อนมะเร็งโดยตรงหรือใกล้ ๆ กับก้อนมะเร็ง แล้วแร่หรือยานี้จะปล่อยกัมมันตรังสีไปทำลายเซลล์มะเร็งที่อวัยวะเป้าหมาย
การฉายรังสีมักใช้ในการรักษามะเร็งระยะที่ 1-3 ที่ยังอยู่เฉพาะที่ หรือยังไม่แพร่กระจายไปไกล รวมถึงใช้ในการบรรเทาอาการปวดกรณีมะเร็งลุกลามไปที่กระดูก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของรังสีแพทย์ร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้
การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เป็นการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจงที่ระดับโมเลกุล การรักษานี้มีผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกายน้อยกว่าการทำคีโม โดยตัวยาจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
ยามุ่งเป้าเหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งที่มีผลการตรวจทางพันธุกรรม และได้รับการยืนยันว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนที่ตอบสนองต่อตัวยานั้น ๆ
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) คือแนวทางการรักษามะเร็งโดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยเอง ยาจะเข้าไปปลดล็อกกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้หลบซ่อนตัว และกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาว สามารถจดจำและเข้าโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
การรักษามะเร็งด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cell Transplantation) หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นการนำเซลล์ต้นกำเนิดที่สมบูรณ์จากตนเองหรือผู้บริจาคมาทดแทนเซลล์ในไขกระดูกที่ผิดปกติ มักใช้เป็นวิธีรักษาโรคมะเร็งในกลุ่มระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
การผ่าตัด เป็นการรักษามะเร็งในระยะที่ก้อนเนื้องอกยังอยู่เฉพาะที่ และยังไม่ลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้มีเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยลดอาการเจ็บปวดและใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดแบบสงวนอวัยวะ เช่น การผ่าตัดมะเร็งเต้านมแบบสงวนเต้า
สำหรับวิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยการผ่าตัดนั้น สามารถใช้พิจารณารักษามะเร็งได้หลายชนิด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งเต้านมแบบตัดเต้านมทั้งหมด และการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม มะเร็งปากมดลูก การผ่าตัดก้อนมะเร็งที่สมอง มะเร็งกระดูก การผ่าตัดปอดบางส่วน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งรังไข่ หรือมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น โดยในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีนี้ร่วมกับการให้คีโมหรือฉายรังสี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคให้ดียิ่งขึ้น
การรักษามะเร็งเฉพาะจุด เป็นเทคนิคที่มุ่งเป้าทำลายก้อนมะเร็งโดยตรง มักใช้บ่อยในโรคมะเร็งตับ เช่น
ข้อแตกต่างของการรักษามะเร็งแบบเฉพาะจุดกับการทำคีโมคือ วิธีนี้จะส่งผลเฉพาะบริเวณก้อนมะเร็งเป้าหมาย ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทั่วร่างกายน้อยกว่า
การรักษามะเร็งอาจไม่ได้จบลงที่วิธีใดวิธีหนึ่ง แต่อาจต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีร่วมกัน สิ่งสำคัญคือการค้นพบโรคให้เร็วที่สุดและการประเมินแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ที่ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลนครธน เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง ที่พร้อมดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร ไม่เพียงแต่การรักษาทางกาย แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างใกล้ชิด
A: หลักการคือคีโมจะเป็นการให้ยาผ่านกระแสเลือดเพื่อจัดการเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย ส่วนการฉายรังสีจะเน้นทำลายก้อนมะเร็งเฉพาะจุด ซึ่งแพทย์มักพิจารณาใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งให้ดียิ่งขึ้น
A: หากตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นและเข้าสู่กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่โรคจะสงบลงและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคในแต่ละบุคคล
A: ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และพูดคุยปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจแผนการรักษา เช่น มะเร็งระยะไหนต้องให้คีโม หรือ มะเร็งระยะไหนต้องฉายแสง เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับขั้นตอนการรักษาได้อย่างถูกต้อง
A: ควรเน้นรับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด และมีโปรตีนสูงเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายระหว่างทำคีโมหรือฉายรังสี ควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และหากต้องการทานวิตามินหรืออาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนทุกครั้ง
A: แม้จะผ่านช่วงการรักษาหลักไปแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องมาตรวจติดตามอาการเป็นระยะตามที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัด โดยบางรายอาจต้องมีการรับยามุ่งเป้าหรือทำภูมิคุ้มกันบำบัดต่อเนื่องตามแผนการรักษา เพื่อควบคุมโรคและลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ